เงิน 240 ล. ของสโมสรสมาชิก หายไปไหน..?

824

นั่งอ่านคำแถลงของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กรณีบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ฟ้องร้องสมาคมฯ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

– วันที่ 19 สิงหาคม 2556 บังยี และคณะผู้บริหารสมาคมยุคเก่า ได้ทำสัญญา กับ บริษัท ท. ให้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลลีก เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2559 มูลค่าปีละ 600 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,800 ล้านบาท โดยมี บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารและดูแลสิทธิประโยชน์

– วันอังคารที่ 29 กันยายน 2558 บังยี และคณะผู้บริหารสมาคมยุคเก่า ได้ทำพิธีลงนามสัญญาการถ่ายทอดสดฟุตบอล กับบริษัท ท. ให้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลลีก อีก 4 ปี ตั้งแต่ 2560-2563 มูลค่าปีละ 1,050 ล้านบา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,200 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคต จำกัด มหาชน เป็นผู้บริหารและดูแลสิทธิประโยชน์ เหมือนเดิม

เดือนกุมภาพันธ์ 2559 บิ๊กอ๊อด และสภากรรมการชุดปัจจุบัน ชนะการเลือกตั้ง และเข้าบริหารงานสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ หลังจากได้รับการรับรองจากการกีฬาแห่งประเทศไทย

– สมาคมชุดใหม่ ได้รับสำเนาสัญญาการแต่งตั้งผู้บริหารสิทธิประโยชน์ ที่สมาคมเป็นคู่สัญญากับ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ( มหาชน ) โดยลงนามเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี และการกำหนดค่าตอบแทนจากการบริหารสิทธิประโยชน์ให้แก่สมาคม ในอัตราร้อยละ 5 จากรายได้จากการบริหารสิทธิประโยชน์ทั้งหมด

– สมาคมชุดใหม่ ที่กำลังเตรียมพร้อมจะเริ่มงานด้วยการจัดการแข่งขันฟุตบอลลีกภายในประเทศ แต่ไม่มีเงิน จึงสอบถามไปยัง บริษัท ท. ถึงการสนับสนุนที่ได้เคยทำสัญญากับสมาคมฯ ไว้ก่อนหน้านี้ แต่ได้คำตอบกลับมาว่า ก่อนการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ( มหาชน ) ได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์ก้อนแรกไปแล้วจำนวน 240 ล้านบาท

– ระหว่างนั้น สมาคมได้ทำการตรวจสอบทรัพย์สิน บัญชีธนาคารและงบการเงินของสมาคม ไม่ปรากฏหลักฐานว่า บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ( มหาชน ) ได้จ่ายค่าตอบแทนค่าสิทธิประโยชน์ให้แก่สมาคม อันเป็นการผิดสัญญา อีกทั้งยังทำให้สมาคมขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่สามารถจัดการแข่งขันฟุตบอลลีกได้

– วันที่ 7 มีนาคม 2559 ที่ประชุมสภากรรมการ สมาคมฯ ได้พิจารณาและมีมติบอกเลิกสัญญากับ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ( มหาชน ) ออกจากการบริหารสิทธิประโยชน์ทั้งหมดของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ

– 27 มิถุนายน 2560 บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ( มหาชน ) ฟ้องเรียกค่าเสียหาย สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และสภากรรมการ ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำนวน 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีแพ่ง หมายเลขคดีดำที่ ทป79/2560 ในข้อหาหรือฐานความผิด ฐานผิดสัญญา

– ในการฟ้องต่อศาล บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท นำสัญญาแต่งตั้งผู้บริหารสิทธิประโยชน์ ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 แต่ระบุว่ามีอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 50 มาฟ้องสมาคมฯ และเรียกค่าเสียหาย (ซึ่งต่างจากสัญญาที่ปรากฎตอนแรกที่ระบุว่ามีอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 5 เท่านั้น)

– ประเด็นการต่อสู้ ระหว่าง บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท ที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายกับสมาคมฯ ในการบอกเลิกสัญญา แต่สมาคมฯ ต่อสู้ในประเด็นที่ว่า บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท ไม่ได้จ่ายเงินค่าตอบแทนลิขสิทธิ์ให้สมาคมฯ ตามเงื่อนไขของสมาคมฯ แต่อย่างใด เป็นระยะเวลา 5 ปี จึงเป็นเหตุให้ยกเลิกสัญญาเกิดขึ้น

4 ตุลาคม 2560 สมาคมฯ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ วรวีร์ มะกูดี ที่ สน.ปทุมวัน คดีหมายเลขที่ 1 ก. เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีคดีฉ้อโกงหรือยักยอก และอยู่ในระหว่างที่ฝ่ายกฎหมายกำลังหารือว่าประเด็นใดจะไปเชื่อมโยงกับการฟ้องคดีแพ่งที่ ผู้บริหารในอดีต รับหรือไม่รับค่าตอบแทนลิขสิทธิ์ มาถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

– 19 ตุลาคม 2561 บิ๊กอ๊อด แถลงต่อสโมสรสมาชิก และผู้สื่อข่าวถึงที่มาที่ไปในการฟ้องร้อง ระหว่าง บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมกับประกาศจะต่อสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ และวงการฟุตบอลไทย จะไม่ยอมแพ้แม้จะโดนกดดันให้พ้นจากตำแหน่งด้วยวิธีการต่างๆ ก็ตาม

จากเรื่องราวที่ได้ลำดับเหตุการณ์ มีหลายข้อ หลายประเด็นที่ยังคงสงสัยและน่าจับตามองว่าผลการพิจารณา หรือ การนำหลักฐานข้อมูลต่างๆ มาชี้แจง ว่าใครผิดใครถูก ซึ่งก็ต้องรอการพิจารณาจากศาล

แต่ประเด็นที่น่าสงสัยอีกเรื่อง คือ เงิน 240 ล้าน ที่ บ. ท บอกว่า บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ( มหาชน ) เบิกไปก่อนการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ ตอนนี้อยู่ไหน????