กทม.ปิด เจ เจ กรีนถาวร เมื่อคนหลายพันต้องตกงาน

45

กรุงเทพมหานคร สั่งปิด เจ เจ กรียน โดยใช้แท่งแบริเอ่อร์มาขวางไม่ให้ผู้ค้าเข้าไปขายของ เป็นการปิดฉาก เจ เจกรีน ตลาดนัดของเยาวชนคนรุ่นใหม่ สถานที่สร้างรายได้ให้กับคนหลายพันคน

เจ เจ กรีน หรือ โครงการจตุจักร กรีน (Shop in the Park Jatujak Green)ตั้งอยู่บนถนนกำแพงเพชร 2 ติดพิพิธภัณฑ์เด็ก บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ เป็นโครงการตลาดนัดที่ บริษัท วี มัลตอมีเดีย จำกัด และมีนายศักดา อู่ดาราศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮทราฟฟิค มีเดีย จำกัด เป็นผู้ลงทุนโครงการ โดยใช้งบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เปิดให้บริการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 หรือเมื่อ 6 ปีก่อน

โดยต่อมาพบว่ามีบริษัท วี มัลติมีเดีย จำกัด เป็นผู้เช่าพื้นที่ต่อจากกรุงเทพมหานคร ที่เช่าพื้นที่จากมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กระทั่งสัญญาเช่าพื้นที่หมดเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2559 ซึ่งในตอนนั้นบริษัท วี มัลติมีเดีย กำลังรอกรุงเทพมหานครหารือขอเช่าพื้นที่ต่อ

เจ เจ กรีน เป็นตลาดนัดดึงดูดคนรุ่นใหม่ เป็นแหล่งช้อปปิ้งแนวใหม่ เปิดให้บริการวัยรุ่น เอาใจเด็กแนว ภายใต้แนวคิด Shops in the Park สร้างความแต่งต่างในบรรยากาศการช้อปปิ้งที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ร่มรื่น พร้อมความเก๋ด้วยการออกแบบ อาคารร้านค้าให้โปร่งโล่งสบาย ไม่แออัด พร้อมร้านอาหารและร้านค้ามากมาย โดยมีร้านค้าและร้านอาหารรวมกันกว่า 200 ร้าน และแผงค้ามากกว่า 600 แผง พร้อมที่จอดรถกว่า 600 คัน

แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซน Green Food Park (ฟู๊ดคอร์ด), โซน Restaurant in the park (ร้านอาหาร,ภัตตาคาร), โซน Shop in the park (ร้านค้าย่อย) โดยมีร้านค้ากว่า 100 ร้าน เปิดบริการจำหน่ายสินค้ามากมาย อาทิ เสื้อผ้าแฟชั่น, เสื้อผ้ามือสอง, กระเป๋า, รองเท้า, งานหนังแท้แฮนด์เมด, ของตกแต่งบ้าน, เครื่องประดับ, เครื่องสำอาง, แพทช้อป, ของชำร่วย, วัตถุมงคล, ร้านนวด-สปา, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น

ก่อนหน้านี้ มีตัวแทนผู้ประกอบการร้านค้า แผงค้า ในพื้นที่ตลาดนัดเจเจกรีน ฟ้องศาลปกครองเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2560 เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งไล่รื้อผู้ประกอบการร้านค้า แผงค้า ในพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร กรีน ทั้งหมด และขอให้กรุงเทพมหานคร ต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่เป็นเวลา 2 ปี และขอให้จ่ายเงินเยียวยากับผู้ประกอบการร้านค้า แผงค้า เป็นเงิน 136 ล้านบาท

กระทั่งมาถึงปี 2561 กรุงเทพมหานครได้มีแนวคิดโครงการเชื่อมสวนสาธารณะ 3 แห่งเข้าไว้ด้วยกันดังกล่าว โดยมีพื้นที่รวมกัน 727 ไร่ จึงเป็นที่มาของการปิด เจ เจ กรีน

จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกว่า การขอคืนพื้นที่ตลาดนัดเจเจ กรีน เนื่องจากสัญญาเช่าพื้นที่ ระหว่าง กทม. และมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯได้ครบกำหนดระยะเวลา เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2561 และกทม.จะต้องคืนพื้นที่ให้แก่มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในสภาพที่เรียบร้อย เพื่อให้การส่งมอบคืนพื้นที่เป็นไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามสัญญา

กทม.ขอความร่วมมืองดใช้พื้นที่มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ซึ่งปัจจุบันเป็น ตลาดเจ เจ กรีน เขตจตุจักร ตั้งแต่ วันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา และขอให้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่ให้ในวันที่ 12 ก.ย.61 จนถึงวันที่ 12 กันยายน กทม.จึงได้ปิดกั้นพื้นที่เพื่อดำเนินการส่งมอบพื้นที่คืนแก่มูลนิธิสวนฯ

กทม.ได้ขอคืนพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่นำแท่งแบริเออร์ปิดทางเข้า-ออก ตลาดโดยผู้ค้าภายในตลาดต้องทยอยขนของและลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอเข้าพื้นที่ไปขนทรัพย์สินออกไป โดยไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าไป

ขณะที่เพจของ เจ เจ กรียน ระบุว่า ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่เลิกลา ถึงเวลาต้องบอกลาทุกท่านแล้ว #12ตุลาอำลาเจเจกรีน ขอบคุณลูกค้าทุกท่านมากๆ ที่มาอุดหนุน ไม่ว่าวันที่ฝนตก อากาศดี ไม่ดี เป็นเกียรติที่ได้รับใช้ทุกคน อยากให้ลูกค้าทุกคนตามไปอุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ ไม่ว่าจะอยู่แห่งไหน เพราะทุกคนมาด้วยใจและเต็มที่จริงๆ ขอใช้เวลาที่มีอยูอีกเพียงสี่สัปดาห์นี้ ได้มาจดจำบันทึกช่วงเวลาสุดท้าย ณ ที่แห่งนี่ ด้วยกัน

กรณี เจ จี กรีน เป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่กทม. เน้นการบังคับใช้กฎหมายและสัญญา โดยให้ความสำคัญกับผู้ค้าน้อย เหมือนหลายๆกรณีที่กทม. ไล่ที่ผู้ค้า จนไม่มีที่ทำกิน ไม่ต่างกับกรมทรัพยากรธรรมชาติ ไล่ที่ชาวบ้านบุกรุกป่า จนไร้ที่ดินทำกิน ไม่มีมาตรการเยียวยา

แผงค้ามากกว่า 600 แผง รวมคนที่เกี่ยวข้อง เจ้าของ คนขาย ก็นับเป็นพันๆคน หากรวมผู้ผลิตก็หลายพันคน เงินสะพัด ช่วยให้ผู้ค้ามีรายได้ เลี้ยงดูครอบครัว ลูกเลี้ยง พ่อแม่ พ่อแม่เลี้ยงลูก และเลี้ยงดูตัวเอง คนเหล่านี้ ก็เหมือนคนตกงาน ต้องดิ้นรนหาสถานที่ค้าใหม่ หากไม่ได้ ก็ต้องว่างงาน ตีต่ำๆ 600 แผงมีรายได้ แผงละ 100,000 บาท เท่ากับเม็ดเงินหายไป 60 ล้านบาท ที่จะเลี้ยงชีวิตได้หลายพันชีวิต

กทม.บังคับใช้กฎหมาย โดยไม่จัดการให้สถานที่ขายให้ ไม่ดูแล เยียวยา ด้วยแนวคิดแบบนี้ เศรษฐกิจจึงตกต่ำ รายย่อย มีแต่ลำบาก และยากจนลง