หวังชิงบท ผู้จัดการรัฐบาล สุเทพ เดินเกมลึกยึด “รปช.-ปชป. ”

Blog Single

เล่นบทลับลวงพรางอยู่นานพอสมควร   

แต่ในที่สุด “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ”

อดีตแกนนำ กปปส. ก็ออกมาแสดงจุดยืนของตัวเอง 

ยอมรับว่า เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)

แถมงานนี้ยังมีซีนดราม่า  เมื่อนายสุเทพลุกขึ้นกล่าวทั้งน้ำตาถึงเหตุผลที่ร่วมก่อตั้งพรรค รปช.ว่า เป็นเพราะคิดถึงการเสียสละและการต่อสู้ของประชาชนในยามที่บ้านเมืองมีภัย โดยมีผู้บาดเจ็บนับพัน เสียชีวิตหลายสิบคน จึงอยากให้คนเหล่านั้นเห็นภาพวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่พวกเรารำลึกถึงด้วยความเคารพในความเสียสละ และวันที่คนอย่างพวกเราลุกขึ้นมาประกาศอุดมการณ์สืบสานปณิธานของพี่น้องที่เสียสละ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของประชาชนที่แท้จริงได้ในประเทศนี้ เพราะแค่มีข่าวก็มีคนดู มีเสียงวิจารณ์มากมายว่าเป็นพรรคของ กปปส. เป็นพรรคของลุงกำนัน ปรามาสว่าพรรคอย่างนี้โตไม่ได้

อีกตอนหนึ่งยังระบุว่า   ตนรู้ว่าอาจจะเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีว่าตระบัดสัตย์ ไหนว่าไม่ยุ่งกับการเมือง จึงขอประกาศว่า ตนไม่ใช่คนอยู่เบื้องหลังของพรรคการเมืองนี้ และจะยืนเคียงข้างกับพี่น้องประชาชนที่มีอุดมการณ์ตรงกัน และไม่สนใจคำวิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตนไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ขออาสาเป็นขี้ข้าของประชาชน เป็นผู้รับใช้ประชาชน เอาความรู้ ประสบการณ์ ทุ่มเทยืนเคียงข้างพี่น้องที่ตั้งพรรคการเมืองของประชาชนพรรคเดียวให้เกิดขึ้นให้ได้

“ทันทีที่พรรคได้รับอนุญาตจาก คสช.ให้ปฏิบัติในการรณรงค์เชิญชวนพี่น้องประชาชนเป็นสมาชิกได้ ผมจะเดินไปหาพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผมไม่มีอย่างอื่นเป็นต้นทุน ลงทุน 5 หมื่นเท่าทุกคน แต่ยังเก็บรองเท้าคู่เดิมมาใช้รณรงค์ให้ประชาชนมาร่วมเป็นเจ้าของพรรคการเมืองด้วยกัน พรรคนี้จึงไม่ใช่ของกำนันสุเทพ แต่กำนันสุเทพจะเป็นส่วนหนึ่งของพรรคนี้ เหมือนชาวไทยทุกคนที่รักชาติ รักแผ่นดิน” นายสุเทพกล่าว

สำหรับ “บิ๊กเนม ” “ที่เข้ารวมกิจกรรมกับ อดีตแกนนำกปปส.  ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อาทิเช่น นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, นายประสาร มฤคพิทักษ์,  นายธานี เทือกสุบรรณ, นายเชน เทือกสุบรรณ, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายสาธิต เซกัลและนายธวัชชัย อนามพงษ์ อดีต ส.ส.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์เป็นต้น โดยมีการคาดหมายว่า นายอเนกน่าจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค   และนายเชน  เทือกสุบรรณ  น้องชายนายสุเทพรับตำแหน่งเลขาธิการพรรค

เชื่อว่า หลายคนคงตั้งคำถามว่า  อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งถือเป็นพรรคเก่าแก่ที่สุด  มีเป้าหมายลับอย่างไร  นอกจากเปิดเผยเหตุผลต่อสาธารณชน ก็ต้องบอกว่า มีแน่ๆ   เพราะเป้าหมายของนายนายสุเทพคือ ต้องการผลักดันให้ “พล.อ.  ประยุทธ์ จันทร์โอชา ”  นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กลับเข้ามารับตำแหน่ง หัวหน้ารัฐบาล ภายหลังการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 62 อีกครั้ง

แม้ว่าระยะหลัง จะทำเหมือนออกอาการกั๊ก ไม่ผูกมัดตนเอง แต่ลึกๆแล้วนายสุเทพ  พร้อมด้วยพันธมิตรทางการเมืองที่วางไว้  ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงจุดหมาย   เพราะเชื่อว่า หัวหน้าคสช. จะสามารถคุมสภาพการเมืองภายหลังการเลือกตั้งได้   ด้วยสาเหตุสำคัญคือ มีกองทัพหนุนหลัง  ซึ่งภายหลังการเลือกตั้ง  หากพรรคเพื่อไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์เป็นฝ่ายค้าน   แล้วหวังปลุกมวลชนคนเสื้อแดง  เข้ามาสร้างความปั่นป่วน เหมือนเมื่อปี 52-53  ใช้อำนาจดำเนินการได้อย่างเต็มที่

สำคัญมากกว่ากนั้นคือ  นายสุเทพและบรรดาพันธมิตรทางการเมือง ที่รวมหารือกันไว้ คงต้องการการได้เสียงส.ส. เกิน 250 เสียงขึ้นไป  ซึ่งเป็นกึ่งหนึ่งของส.ส.ทั้งหมด ที่มีอยู่ประมาณ 500  เสียง   เพื่อความปลอดภัย   เวลามีการผลักดันกฎหมายหรือกลไกสำคัญต่างในสภาผู้แทนราษฎร  เพราะฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย  คงหวังใช้กลไกรัฐธรรมนูญ  มาย้อนเกล็ด  เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล  ภายหลังการเลือกตั้งอย่างเต็มที่

บวกรวมกับสมาชิกวุฒิสภา  ( ส.ว. ) 250  คน  ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคสช.  ซึ่งมีอำนาจให้ความเห็นชอบกับบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ  ยิ่ง “ พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจ  ลงชิงตำแหน่งนายกฯอีกครั้ง ก็คงพอมองออกว่า  ส.ว. จะเทเสียงสนับสนุนให้กับบุคคลได้

นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าอดีตแกนนำกปปส. มีแผนงานเดินสายไปทั่วประเทศ  เพื่อรณรงค์ให้ประชนชนรวมสมัครเป็นสมาชิก  รปช.   โดยหวังสร้างฐานประชาชน ให้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองน้องใหม่ให้มากที่สุด   ซึ่งจะส่งผลถึงตัวเลขด้วย   และจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองให้กับนายสุเทพ  หากรัฐบาลใหม่เป็นเครือข่ายเดียว

ขณะที่ “ พรรคประชาธิปัตย์ ” ซึ่งเป็นตันสังกัดเดิมของแกนนำกปปส.  ก็มีข่าวว่า “ นายสุเทพ”  เตรียมส่งเครือข่าย   อย่าง “ นายถาวร เสนเนียม ” ไปเดินเกม  เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพรรคเก่าแก่   โดยเฉพาะตำแหน่ง “ หัวหน้าพรรค”  ที่มี “นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ” ทำหน้าที่อยู่   ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ภายหลังปลดล็อกการเมือง

ซึ่งเมื่อถึงวาระประชุมพรรค   เชื่อว่าฝ่ายที่สนับสนุนนายสุเทพจะกดดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหัวหน้าพรรค   โดยก่อนหน้านั้น   จะมีความพยายามเรียกร้อง “นายอภิสิทธิ์ ” ได้เสียสละ  ยอมลาออกจากตำแหน่งสำคัญในพรรค   เพื่อทำให้พรรคสามารถเดินหน้าได้ทางการเมืองได้ แบบไม่มีอุปสรรคและความขัดแย้ง

และในที่สุด หากนายสุเทพสามารถเดินหน้าภารกิจสำคัญสำเร็จ  ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรปช. ให้เป็นทางเลือกหนึ่งของประชาชน ได้จำนวนส.ส. มากพอสมควร  รวมถึงการมีบทบาทชี้นำ “ พรรคประชาธิปัตย์ ”  ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด   จนสามารถเป็นแกนนำผลักดัน “ พล.อ.ประยุทธ์” ให้ก้าวเข้ามารับตำแหนองนายกฯเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน

นั่นหมายความ บทยาทของ “ นายสุเทพ ”   ก็จะหลับมาโดดเด่น และมีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงอีกคั้ง   ภายหลัง การารเลือกตั้ง เหมือนในช่วงที่  ออกมารับบทภาคประชาชนในนาม กปปส.  จนทำให้รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ต้องหลุดจากอำนาจไปอย่างเจ็บปวด  หรือวันนี้เป้าหมายสำคัญของอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คือ “ ผู้จัดการรัฐบาล  ”  เพราะภารกิจครั้งนี้ได้ทั้งใจหัวหน้ารัฐบาลคนปัจจุบัน  และกองทัพ    อันเนื่องมาจากไม่อยากให้เครือข่ายระบบทักษิณ กลัมมามีอำนาจอีกรอบแน่ๆ

แต่“นายสุเทพ ”  ต้องไม่ลืมว่า  ตนเองก็ยังมีชนักปักหลังอยู่   โดยเฉพาะกรณีที่ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำงานสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่งที่ ป.ป.ช.มีตั้งอนุกรรมการไต่สวนนายสุเทพ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงินและกำลังจะมีบทสรุปในเดือนกันยายนปีนี้ 

เรียกว่าถ้าผลชี้มูลขององค์กรตรวจสอบทุจริตออกมาเป็นบวก  ก็จะมีผลดี ต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมืองของอดีตแกนนำกปปส.   แต่ถ้าออกมาในทางทางลบ  มูลค่าของนายสุเทพคงต้องลดลงตามไปด้วยจะกลายเป็นเป็นจุดอ่อน ให้ฝ่ายค้านนำมาโจมตีได้แบบไม่จบไม่สิ้น 

“ เมืองสมุทร ”