ตีปี๊บรับมือ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง แค่ปฏิบัติการไอโอหรือกลัว ฮาร์ดคอร์ จริงๆ

Blog Single

แม้การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จะจบลงไปง่ายๆ    แต่ก็ยังมีคำถามเกิดขึ้น เมื่อเห็นการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานความมั่นคง  ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง  เพื่อรับมือกับการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง  ที่ประกาศจะจัดกิจกรรมครั้งสำคัญในวันที่ 21-22 พฤษภาคม ทำนองว่า ตื่นตกใจและโอเวอร์รีแอ๊คมากเกินหรือเปล่า

ก่อนหน้านี้ “ นายรังสิมันต์ โรม ”แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งระบุว่า จะเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มายังทำเนียบรัฐบาล   เพื่อต้องการส่งสัญญาณให้ “ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ประกาศจัดเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ปี 61  เพราะที่ผ่านมาได้ประกาศเลื่อนโรดแม็พมาหลายครั้ง  

ที่ผ่านมาถ้าหาก มีใครไปสแกนความเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มนี้ จะเห็นว่า  มีผู้ข้าร่วมกิจกรรมแต่ละครั้งอยู่ในหลักร้อย    ดังนั้นผู้คุมกลไกอำนาจรัฐไม่น่าเกิดความหนักใจ   เว้นเสียแต่ว่า  ภาพการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล  อาจกระทบกับความเชื่อถือรัฐบาล และต่างชาติมองประเทศไทยในต่างลบ  

ยิ่งมีรายงานข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า  พล.อ.ประยุทธ์ต้องงดเดินทาง ไปเยือนกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม กระทันหัน เนื่องจาก นายดอน ปรมัตถ์วินัย   รมว. การต่างประเทศ ได้เสนอให้เลื่อนการเดินทางออกไป เนื่องจากกังวลการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในประเทศ เพราะยังเกิดความวุ่นวาย ซึ่งอาจจะถูกต่างประเทศตั้งคำถาม ถึงสถานการณ์ในประเทศไทยได้

นั่นหมายความว่า การรับมือกับการชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จึงมีความหมายและนัยยะพอสมควร  เพราะถ้าหากการทำงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นไปด้วยความราบรื่น  ไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น   รัฐบาลก็ไม่ต้องตอบคำถามของต่างชาติ ประเทศไทยก็จะไม่ถูกดดันในรูปแบบต่างๆ แต่ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ตรงข้าม  นั่นหมายความว่า หัวหน้ารัฐบาลก็ต้องรับปิดชอบไปเต็มๆ 

จึงไม่ต้องแปลกใจกับท่าที “ พล.อ ประวิตร วงษ์สุวรรณ ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะดูแลงานด้านความมั่นคง จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตระเตรียมแผนรับมือ กับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอย่างเต็มที่   ไม่อยากให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ยิ่งการทำกิจกรรมทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ที่มักมีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นเสมอ จนถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอยู่หลายบท

สำคัญมากกว่านั้นคือ “ หัวหน้า คสช.” มีความต้องการ ที่จะเข้ารับตำแหน่งภายหลังการเลือกตั้ง  โดยวางเป้าหมายไว้ให้ “ พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯคนใน   เข้ารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกิจประชารัฐ    โดยมีส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งจากคสช. 250 คน เป็นฐานสนับสนุน บวกรวมกับพรรคการเมือง  รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย  โดยปล่อยให้ “ พรรคเพื่อไทย”เป็นฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว  จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาล ต้องดูแลสถานการณ์ต่างๆให้เรียบร้อย

ขณะที่ “พล.อ. ประวิตร”ยังให้ความเห็น กรณีนายรังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง  มีการเคลื่อนการชุมนุมไปยังทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 22 พฤษภาคมว่า  เรามีกฎหมายควบคุมอยู่แล้วไม่ต้องเป็นห่วง ห้ามเดิน ซึ่งตนกำลังดำเนินการให้เกิดความสงบอยู่ ส่วนงที่จะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มฮาร์ดคอร์เสื้อแดงเข้ามา โดยใช้อาวุธเข้ามาสร้างสถานการณ์เป็นเรื่องจริง เพราะในเชิงการข่าวมีการเชื่อมโยงว่ามีการจับอาวุธได้แล้ว  การชุมนุมต้องอยู่ในสถานที่ที่จัดให้ เพราะเจ้าหน้าที่ก็พูดคุยกับแกนนำกลุ่มชุมนุมแล้วว่าเดินไม่ได้ ถ้าเดินต้องรับผิดชอบ เพราะผิดกฎหมาย

สอดคล้องกับท่าที่ “พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล  ”  รอง ผบ.ตร. ที่ดูแลงานด้านความมั่นคง  ให้ความเห็นว่า  จากการประเมินสถานการณ์คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมทั่วประเทศประมาณหลักร้อย แต่จากการข่าวพบว่า มีกลุ่มหัวรุนแรงทางการเมือง หรือ แดงฮาร์ดคอร์ เตรียมเคลื่อนย้ายอาวุธหนักสร้างสถานการณ์ จึงได้มีการสั่งจับตาแกนนำกลุ่มเสื้อแดง และ เสื้อแดงฮาร์ดคอร์ ซึ่งแม้เป็นคนละกลุ่มกัน แต่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจได้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความเรียบร้อย และรับมือสถานการณ์ 3 - 20 กองร้อยพร้อมรถพยาบาล รถควบคุมผู้ต้องหา ชุดควบคุมฝูงชน และคาดว่า จะมีการประกาศให้ทำเนียบรัฐบาลเป็นเขตควบคุมห้ามชุมนุมใกล้พื้นที่ในระยะ 50 เมตร ซึ่งหากฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ขณะเดียวกัน การชุมนุมดังกล่าวถือเป็นการชุมนุมทางการเมือง และทางกลุ่มได้ขออนุญาตชุมนุมแค่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งหากทางกลุ่มได้มีการเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่ ก็ถือมีความผิดทั้ง พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ และคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายในทันที

น่าสังเกตว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ร.ต.ท.เจษฎา เหมโก ร้อยเวร สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุพบวัตถุต้องสงสัยเป็นระเบิดและอาวุธปืน ที่บริเวณริมคลองบางตลาด หมู่ 1 ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด ต.นนทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด จ.นนทบุรี เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นคลองด้านข้าสถานสงเคราะห์ชายบ้านปากเกร็ด ถนนภูมิเวท พบถุงพลาสติกภายในมีเครื่องกระสุนปืน M16 ขนาด 5.56 นาโต้ จำนวน 42 นัดมีสนิมติดไม่สามารถใช้งานได้ ซองกระสุนปืน M16 จำนวน 1 ซอง และด้านนอกพบระเบิดขว้าง MK2 จำนวน 1 ลูก พร้อมใช้งาน เจ้าหน้าที่ EDOเข้าตรวจสอบใช้เวลาประมาณ 10 นาทีจากนั้นได้ทำการเก็บกู้สำเร็จ

จากการสอบถามนายครรชิต วีระสุนทร อายุ 48 ปีผู้พบวัตถุต้องสงสัยดังกล่าว ทราบว่า ตนพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักของสถานสงเคราะห์ เห็นว่าหญ้าที่บริเวณริมคลองดังกล่าวรกและสูงจึงได้มาถางหญ้าและพบวัตถุดังกล่าวจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำส่งวัตถุทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.นนทบุรี ทำการตรวจสอบว่ามีร่องรอยผู้ที่นำมาซุกซ่อนไว้หรือไม่ จากนั้นจะหาตัวผู้ต้องสงสัยเพื่อนำมาสอบปากคำหาที่มาของอาวุธทั้งหมดอีกครั้ง

ขณะที่รายงานข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคงระบุว่า    ก่อนการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้มีแกนนำพรรคการเมืองใหญ่ เคยดำรงตำแหน่งถึงรัฐมนตรี  สั่งการให้คนใกล้ชิดไประดมคนที่พักอาศัย อยู่บริเวณห้างดังแถวลาดพร้าว ให้เข้ามาร่วมชุมนุมในวันที่ 22 พฤษภาคม   โดยให้หัวละ 500 บาท จึงทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงวิตกกังวล ยิ่งมีการตรวจพบอาวุธแถวจ.นนทบุรี   เพราะเกรงว่ามือที่สาม จะเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์

จึงไม่แปลกที่ภาครัฐจะใช้อำนาจแบบเต็มพิกัด  ทั้งตรวจค้นบ้านพักนักเคลื่อนไหว และเชิญบุคคล ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมไปปรับทัศนคติอย่างต่อเนื่อง  แม้กระทั่งผู้ให้เช่ารถเครื่องเสียง   นายอุทัย แถวโพธิ์““ อายุ 51 ปี

ทำให้ “ พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ “ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่11 (ผบ.มทบ.11)และทีมโฆษกคสช. ต้องออกมายอมรับว่า เจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ในพื้นที่จ.ปทุมธานี ได้เชิญตัวนายอุทัย มาสอบถามข้อมูลความเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงในการเป็นผู้สนับสนุน การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายโอกาส ซึ่งนายอุทัยก็ได้ยอมรับว่าให้การสนับสนุนระบบไฟฟ้า ระบบแสงและเครื่องเสียงในการจัดการชุมนุมในหลายครั้งที่ผ่านมา

โดยได้รับค่าตอบแทนจากแกนนำการชุมนุมจริง และได้ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ ต่อทางราชการเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามจากการพูดคุยขอความร่วมมือและทำความเข้าใจว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน การชุมนุมทางการเมืองและความเคลื่อนไหวควรต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย และไม่ละเมิดสิทธิ์ของบุคคลอื่น ซึ่งอาจเป็นความผิดตามกฎหมายได้ โดยเจ้าตัวตอบรับและแสดงออกถึงความร่วมมือเป็นอย่างดี

บางทีการตีปี๊บของรัฐบาล เพื่อรับมือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง   อาจเป็นปฏิบัติการการไอโอด้านข่าวสารเพื่อหวังทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงช้าม   เพราะเชื่อว่า การเคลื่อนไหวยไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งมี นักการเมืองอยู่เบื้องหลัง

แต่สำคัญทีสุดคือ  คสช. ต้องนำหลักฐาน เกี่ยวกับท่อน้ำเลี้ยง และการเชื่อมโยงกับคนสั่งการตัวจริง มาเปิดเผยให้สังคมรับรู้ให้ได้ว่า   กลุ่มคนอยากเลือกตั้งมีวาระซ่อนเร้น จะส่งผลทำให้การเคลื่อนไหวที่เพิ่งผ่านพ้นไป ไร้ความชอบธรรม    เป็นเพียงมือปืนรับจ้าง  ถูกสั่งให้มาเตะตัดขารัฐบาลเพียงเท่านั้น

“เมืองสมุทร”