โทษประหารชีวิต

Blog Single

มีบทสรุปกันซะที   หลังจากยืดเยื้อมากว่า 10 ปี  กับคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ (  กคช. )  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการประชานิยม ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร  ที่บางคนเรียกกันติดปากว่า โครงการตระกูลเอื้อ.... แต่ไม่รู้เอื้อประโยชน์ให้ใคร

โดยอัยการได้ยื่นฟ้อง  “นายวัฒนา เมืองสุข”   “ อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แกนนำพรรคเพื่อไทย  พร้อมจำเลยทั่ง 8 ประกอบด้วย  นายมานะ วงศ์พิวัฒน์, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์, นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร,น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง, น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา

บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้งจำกัด โดยนายปกรณ์ อัศวีนารักษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และบริษัท ซิลเวอร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ไทย เฉน หยู อินเตอร์เนชั่นแนล คอนสตรัคชั่น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด) โดยนางพิมพ์วรา รัชต์ธนโรจน์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เป็นจำเลยที่ 1-9 

ทั้งนี้ ศาลฎีกาฯ รับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อม.42/2561 โดยนัดฟังคำสั่งในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. เป็นการนัดให้อัยการโจทก์ฟังผลการประทับฟ้อง โดยที่ในวันดังกล่าวตัว จำเลยยังไม่ต้องเดินทางมาศาล ซึ่งหากวันดังกล่าวศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้ประทับฟ้องของอัยการไว้พิจารณาพิพากษาแล้ว ก็จะกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การจำเลยต่อไป 

ทั้งนี้ คำฟ้องของอัยการระบุข้อหาจำเลยทั้ง 9 ว่า นายวัฒนา จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148, 157, 83, 91.

สำหรับบทลงโทษตามมมาตรา 148  ระบุว่า  ฐานผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต ..  .เรียกว่าหนักหนาสาหัสมากเลยทีเดียว

ก่อนหน้านั้นหลายคน มีข้อสงสัยว่า ทำไมสำนักงาน ป.ป.ช.  ถึงไม่ออกมาแถลงผลการชี้มูลนายวัฒนา  ให้สาธารณชนได้รับทราบ  ต่อมามีขยายรายละเอียด  โดยกรรมการป.ป.ช.บางคนไขข้องข้องใจว่า  มีผู้ถูกกล่าวหาหลายรายในคดี เมื่อรู้ว่ากำลังจะถูกชี้มูล มักขอความเป็นธรรม หรือยื่นพยานหลักฐานใหม่เข้ามาให้พิจารณา ทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องตีสำนวนกลับไปที่คณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อพิจารณาใหม่

จึงเห็นว่า  เห็นว่า หลายคดีใน ป.ป.ช. ใช้เวลาพิจารณานานกว่าจะได้ข้อสรุป ดังนั้นกรณี ป.ป.ช. ชี้มูลนายวัฒนา กับพวกโดยไม่แถลงต่อสื่อมวลชน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนผู้ถูกชี้มูลจะขอชี้แจง หรือยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมให้ไปดำเนินการในชั้นอัยการสูงสุด (อสส.) หรือศาลแทน

จริงๆเคยบอกเล่ากระบวนการตรวจสอบในเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว   แต่วันนี้ต้องย้ำกันอีกครั้ง  เพราะหลายคนให้ความสนใจ  ยิ่งบทบาทนายวัฒนาระยะหลัง ใครก็รู้ว่า ออกหน้าชนกับรัฐบาลและคสช.มาโดยตลอด   ในการประชุมคตส.   เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ปี 51 ที่มี “ นายนาม ยิ้มแย้ม ”ประธาน คตส.เป็นประธานการประชุม 

ภายหลังการประชุม “นายแก้วสรร อติโพธิ”  กรรมการ คตส.แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ตนในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการบ้านเอื้ออาทร เสนอชี้มูลและแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลเพิ่มเติมอีก 3 คดี จำนวน 14 ราย โดยพบว่ามีการทุจริตโควตาโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งพบสินบนแล้ว 1,200 ล้านบาท

นายแก้วสรร กล่าวอีกว่า  นายวัฒนาไม่มีพฤติกรรมการฟอกเงิน แต่มีพฤติกรรมทุจริตเรียกรับสินบน ซึ่ง คตส.ได้ตั้งข้อกล่าวหาไปแล้วในครั้งที่ คตส.พบว่า มีการฟอกเงิน 80 ล้านบาท

พฤติการณ์เริ่มตั้งแต่นายวัฒนา  มีการเปลี่ยนระบบจากการให้บริษัทหาที่ดินเป็นแปลงๆ มาเสนอขาย ในราคายูนิตละ 3.9 แสนบาทมาเป็นระบบโควตา เพื่อสร้างในส่วนที่เหลืออยู่ 2 แสนยูนิต คิดราคาตายตัวอยู่ที่ยูนิตละ 4.2 แสนบาททำให้ราคาสูงเกิดส่วนต่าง โดยบริษัทที่ได้โควตาต้องเสียเงินให้รัฐมนตรีหน่วยละ 1 หมื่นบาท รวม 2 แสนยูนิต เป็น 2 พันล้านบาทซึ่งมีการผ่านเส้นทางการฟอกเงิน และที่ผ่านมา คตส.เคยชี้มูลบริษัท เพรสซิเด้นท์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับเงินรายใหญ่มาแล้

จากนี้ไป ต้องลุ้นดูว่า นายวัฒนาจะฝ่ามรสุมครั้งสำคัญไปได้อย่างไร

“ระฆังแก้ว”