ทักษิณ เดิมพันสุดท้ายชิงอำนาจรัฐ หวังหยุดพลังดูด-รั้งแนวร่วมต้าน คสช.

Blog Single

คงไม่ใช้เรื่องแปลก กับการปรากฏตัวของ “นายทักษิณ ชินวัตร” และ “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” สองพี่น้องที่คลานตามกันมา แถมยังมีสถานะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลฎีกาแผนกดดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ประเทศสิงคโปร์ ช่วงต้นเดือนพฤษภคมที่ผ่านมา

ยิ่งถ้าย้อนไปดูตามเคลื่อนไหวของอดีตผู้นำรัฐบาล ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ไว้หลายเรื่อง และเป็นฉนวนต้นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง มักปรากฏตัวในช่วงการเมือง กำลังอยู่ในภาวะร้อนแรง และพรรคที่อยู่ในเครือข่ายกำลังเผชิญแรงเสียดทาน และข้อจำกัดทางการเมือง

อย่างที่รับรู้กัน “พฤษภาคม” ถือเป็นเดือน ที่มีความหมายทางการเมือง ถ้าย้อนไปประวัติศาสตร์มักเกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะ “พฤษภาฯทมิฬปี 35” ซึ่งภาคประชาชนได้ลุกขึ้นมาต่อต้าน การสืบทอดของกลุ่มทหาร นำโดยสภารักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งมีนักเคลื่อนไหวบางกลุ่ม พยายามเซ็ตฉากสร้างภาพ ให้วาระสำคัญในอดีตย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีก  เนื่องจากในห้วงเวลานี้ มีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งปกครองอยู่

นอกจากนี้วันที่ 22 พฤษภาคม 61 จะครบรอบ 4 ปีการยึดอำนาจของ คสช. ภาคประชาชนที่เป็นเนื้อเดียวกับ “กลุ่มอำนาจเก่า” พยายามจัดกิจกรรม เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ลาออกจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร และเร่งรับจัดการเลือกตั้ง แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนยันว่า จะจัดเลือกตั้งในช่วงต้นปี 62 ก็ตาม

แต่สำคัญสุด คงหนีไม่พ้น พรรคที่เป็นเครือข่ายของ คสช. กำลังเปิดพลังดูด จนทำให้นักการเมืองหลายพรรค ยอมทิ้งพรรคต้นสังกัดเดิม มาช่วยงานให้ฝ่ายบริหาร  ยิ่งทำให้นายทักษิณรู้สึกวิตกกังวล เพราะในทางการเมืองหากพรรคเพื่อไทย ต้องตกอยู่ในสภาพฝ่ายค้าน ภายหลังการเลือกตั้ง  การหวนคืนกลับสู้อำนาจรัฐยิ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้นการเดินทางมาพบปะพูดคุย กับแกนนำพรรคเพื่อไทย และคนสนิท หวังให้ปรากฏเป็นข่าว จึงเป็นความต้องการของอดีตนายกฯ ที่จำเป็นต้องเร่งทำอย่างเร่งรีบ ไม่ให้ตกเป็นฝ่ายตั้งรับทางการเมือง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก กับข้อมูลที่ปรากฏมา สื่อบางสำนักอย่าง “เดลินิวส์” เปิดเผยเนื้อหาการสนทนาระหว่าง “ นายทักษิณ “ กับนักการเมืองที่เดินทางเข้าพบ แถมยังปูดตัวเลขจำนวน ส.ส. ภายหลังการเลือกตั้ง เพื่อสร้างแรงดึงดูด ไม่ให้ใครย้ายหนีออกจากพรรคเพื่อไทย

“สถานการณ์การเมืองโดยรวมตอนนี้ขอให้อดีต ส.ส.เร่งทำพื้นที่ไว้ก่อน เพราะทราบจากผลโพลของ กอ.รมน.ที่ทำเอาไว้นั้น พรรคเพื่อไทยจะได้ 250 เสียงทุกครั้ง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งจะมีหรือไม่นั้นยังบอกไม่ได้ เมื่อทหารไม่มั่นใจก็จะยังไม่มีการเลือกตั้ง"

ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เดินสายดูดกลุ่มก๊วนนักการเมืองนั้น ถือว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐเข้าไป คนพวกนี้ก็ต้องเออออห่อหมก แต่เชื่อได้ว่าเขาจะถูกนักการเมืองหลอกเอง อดีต ส.ส.ต้องเร่งลงพื้นที่แสดงความจริงใจกับประชาชน เพราะประชาชนรู้ว่าใครจริงใจหรือไม่จริงใจ "แหล่งข่าวอ้างคำกล่าวนายทักษิณ

นายทักษิณยังกล่าวถึงเรื่องผู้นำพรรคเพื่อไทยด้วยว่า ตอนนี้ให้ดูไปก่อน วันนี้ปล่อยให้คุณหญิงสุดารัตน เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ทำงานเป็นผู้นำพรรคไปก่อน เมื่อถึงเวลาแล้วค่อยมาว่ากัน ส่วนเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นั้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม ยังไม่ตอบรับ เพราะจะขอรอดูกฎหมายเลือกตั้งให้ชัดเจนก่อน ดังนั้นคงจะต้องดูไปเรื่อยๆ และยังไม่รู้ว่าจะได้เลือกตั้งหรือไม่ 

ก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า จะมีแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล, นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รวมถึงครอบครัวคนใกล้ชิดเดินทางไปพบนายทักษิณ ไปพบ โดยจะวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในไทยขณะนี้ ที่กำลังมีปรากฏดูดนักการเมืองจากพรรคและกลุ่มต่างๆ ไปเป็นแนวร่วมของรัฐบาล คสช. ชิงการนำในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ทางการเมืองใหม่

ขณะที่หล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง เชื่อว่า การปรากฏอีกครั้งของนายทักษิณ หวังการตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในช่วงที่มีกระแสข่าว ส.ส.พรรคเพื่อไทยย้ายไปสังกัดพรรคเล็ก รวมถึงกลุ่มทุนที่เคยให้การสนับสนุนพรรคมาก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งเชื่อว่า จะมีการพูดคุยบุคคล ที่จะมาเป็นผู้นำพรรคคนใหม่ ที่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน แม้จะมีชื่อของคุณหญิงสุดารัตน์ พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเลือกอยู่ก็ตาม

อย่างไรก็ตามเคยมีข่าวว่า กอ.รมน. ได้ทำโพลสำรวจก่อนหน้านั้น  พบว่า พรรคเพื่อไทยจะได้จำนวน ส.ส.ภายหลังการเลือกตั้ง อยู่ที่ตัวเลข 170-180 ที่นั่ง ซึ่งแม้ว่าจะมากที่สุด เมื่อเทียบกับทุกพรรคการเมือง แต่ยังไม่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ที่มีทั้งหมด 500 เสียง ซึ่งถ้าผลการเลือกตั้งจริงออกมาตามนั้น หมายความว่า พรรคเพื่อไทยมีโอกาสเป็นฝ่ายค้านสูงมาก   เพราะ ส.ว.ที่มาจาการแต่งตั้งจาก คสช. จำนวน 250 คน  คงยกมือโหวตให้ “พล.อ.ประยุทธ์” กลับมาเป็นนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง

ดังนั้นการออกมาเปิดตัวเลขจำนวน ส.ส. ของนายทักษิณ ที่อ้างว่า จะได้มากถึง 250 เสียง อาจต้องการปลุกปลอบขวัญสมาชิกพรรคเพื่อไทย  ไม่ต้องการให้ย้ายพรรค ด้วยเกรงว่า จะเกิดภาวะระส่ำระส่าย  ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ซึ่งหัวหน้ารัฐบาลยืนยันว่า จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 62 ซึ่งพรรคเพื่อไทยอยู่ตรงข้ามอำนาจรัฐ และ คสช. ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย  ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ย่อมทำให้เครือข่ายของนายทักษิณ มีความยากลำบากมากขึ้น กับการช่วงชิวอำนาจรัฐ ให้กลับมาอยู่ในความดูแลของตนเอง

มิหนำซ้ำ “พล.อ.ประยุทธ์ มีแนวโน้มจะเดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง    ตัดสินใจรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคกิจประชารัฐ   โดยมี “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” และ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ  อดีตแกนนำ กปปส.  รวมเป็นกุนซือ และวางแผนในการขับเคลื่อนงานการเมิอง เพื่อนำไปสุเป้าหมายทำลายล้าวระบอบอทักษิณให้สิ้นซาก นั่นเท่ากับว่า “พรรคเพื่อไทย” ต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง และอาจถูกโดดเดี่ยวทางการเมือง

จึงไม่แปลก ถ้า พล.อ.ประยุทธ์” จะออกมาให้ความเห็น กรณีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปพบนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ประเทศสิงคโปร์ว่า เท่าที่ คสช.ดูอยู่ จริงๆ แล้วไม่ได้  และจะไปหาเสียงอะไรก็ไม่ได้ทั้งสิ้น ตอนนี้กำลังให้ติดตามดูอยู่ว่า ใครทำผิดกติกาเหล่านี้บ้าง หลายคนฉวยโอกาสเหมือนกัน แม้กระทั่งช่วงสงกรานต์ไปเดินที่นั่นที่นี่ คุยกับคนนั้นคนนี้ เป็นการหาเสียงหรือไม่ กำลังให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่

และเมื่อถามว่า คสช.จำเป็นต้องออกคำสั่งใหม่ห้ามนักการเมืองเดินทางออกนอกประเทศ หรือต้องแจ้งก่อนเดินทางหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังไม่มี ทุกคนต้องรู้ จะสั่งอะไรกันบ่อยนัก เมื่อคำสั่งออกมา ถ้าทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งก็จบ และคำสั่งที่ออกมาไม่ได้ให้เอื้อประโยชน์ใคร เพียงแค่ให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อยเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง หากมีความขัดแย้งกันตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง แล้วจะไปเลือกตั้งกันได้อย่างไร นั่นคือวัตถุประสงค์ของตน 

สำทับด้วยความเห็น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งกล่าวถึงอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางไปหาสองอดีตนายกฯ ที่มีสภาพเป็นผู้ต้องหาหนีคดีว่า ต้องดูว่าเข้าลักษณะการครอบงำ ชี้นำโดยบุคคลซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคหรือไม่

เพราะตามกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว รวมถึงการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาสู่พรรคก็ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อน หากพบว่าผิดจริง ตามกฎหมายกำหนดโทษให้ต้องยุบพรรคและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

ต้องบอกเลยว่า ...นับจากนี้ไป การเมืองไทยต้องอยู่ในสภาวะ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน สำคัญมากกว่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ส่งสัญญาณชัดว่า ไม่ขอประนีประนอม ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้ “ระบอบทักษิณ” เหมือนนักปฏิวัติบางคน 

“เมืองสมุทร”