เดินเกมยึดสูตรนายกฯ คนใน!!! บิ๊กตู่..เล่นบทหาเพื่อน-ปิดช่องคนต้าน

Blog Single

ไม่ว่าจะเป็นคอการเมือง หรือพวกที่จัดอยู่ในประเภท ไม่ได้ติดตามข่าวสารเป็นประจำ คงฟันธงตรงกันว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องเข้าไปมีบทบาททางการเมือง ในระหว่างการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นในปี 62 แน่นอน  

เรียกว่า ข่าวสารวันนี้ไปไกลถึงขั้น “หัวหน้า คสช.” ตัดสินใจยอมรับตำแหน่ง “ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ”   ซึ่งมี “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี รับบทบีไฮน์เดอะซีน โดยมอบหมายให้ “สนธิรัตน์ สนธิจีรวงศ์” รมว.พาณิชย์  และ “นายอุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม ทำหน้าที่เป็นทัพหน้า คอยขับเคลื่อนนำพาพรรคเกิดใหม่ ไปสู่เป้าหมายที่ขั้วอำนาจใหม่ได้วางไว้ 

เหตุผลสำคัญที่ “หัวหน้า คสช.” ยอมเปลืองตัว กระโดดเข้ามาสู่วังวนการเมือง กล้ารับตำแหน่งสำคัญในพรรคน้องใหม่  เป้าหมายเพื่อปูทางให้ตนเอง มีชื่ออยู่ในบัญชีพรรคการเมือง เป็นบุคคลที่อยู่ในลิสต์ 1 ใน ตามที่รัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดไว้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนายกฯ คนนอก ซึ่งอาจถูกต่อต้านจากพรรคการเมืองต่างๆ และกลุ่มอำนาจเก่า   

 

“พล.อ.ประยุทธ์” ได้ตอบสื่อมวลชนหลังจากถูกถามว่า มองสถานการณ์การเมือง อยากจะลงเข้าไปอยู่ในลักษณะรูปแบบนักเมืองหรือไม่ว่า ...อย่าถามว่าอยากหรือไม่อยาก แต่ถ้าถามว่าอยากหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่อยาก แต่ถามว่ามันมีความจำเป็นอะไรหรือไม่ มันเป็นเรื่องของอนาคต เป็นเรื่องของประชาชนกำหนด ไม่ใช่ว่าอะไรก็นักการเมืองคิดกันเอง ผมไม่เคยมองว่าตัวเองสำคัญกว่าใครหรือเก่งกว่าใคร ไม่เคยคิดอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องของประชาชนจะว่าอย่างไรก็ว่ามา ว่าเขาต้องการอะไร

รวมถึงการตอบคำถาม ในประเด็นที่ว่า แล้วคิดว่า สถานการณ์วันนี้นายกฯมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อหรือไม่ “ไม่รู้ยังตอบไม่ได้ ต้องไปรอเดือนมิถุนาไปแล้วโน่น ไป จบ รอเดือนมิถุนาฯ ก็แล้วกันจ๊ะ"

ขณะที่บทบาทนายสมคิด นอกจากจะจะมีเป้าหมาย กับการผลักดันผู้นำรัฐบาล ให้กลับมารับตำแหน่งนายกฯภายหลังการเลือกตั้ง บุคคลที่มีบทบาทสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในรัฐบาล ยังได้ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผันกายมารับบทนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนในนาม กปปส. มาร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนทางการเมือง เพื่อทำให้ฝันของหัวหน้า คสช.เป็นจริง

นายสุเทพเชื่อว่าในห้วงเวลานี้มีเพียง พล.อ.ประยุทธ์ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ ให้สิ้นซากไปจากระบบการเมืองไทย แต่สำคัญที่สุดคือ ผู้มากบารมียังให้การสนับสนุนหัวหน้ารัฐบาลอยู่ อีกทั้งกองทัพยังให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เมื่อเทียบกับหัวหน้าพรรคการเมืองคนอื่น โดยเฉพาะ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากพรรคการเมืองต่างๆ และบรรดานายทหารในกองทัพ

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณการเมืองที่น่าสนใจ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้ว่าฯกทม. ได้ลงนามแต่งตั้ง “นายสกลธี ภัททิยกุล” อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.ด้วย โดยก่อนหน้านั้น  นายสกลธีได้เดินทางเข้าพบนายสมคิด ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วย “นายณัฐพล ทีปสุวรรณ” อดีต ผอ.พรรคประชาธิปัตย์ จากนั้นไม่นานก็คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวก็คลอดออกมา

การดึง “นายสกลธี” เข้ามีบทบาทสำคัญในการดูแล กทม.นั้น คงเป็นเพราะนายสมคิด  ต้องการให้อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มาช่วยสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาล ยิ่งมีข่าววว่า คสช.จะเปิดไฟเขียวให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. และมีความเป็นไปได้สูงว่า ในส่วน “พล.ต.อ.อัศวิน” จะลงสมัครรับเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในนามตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ หรือลงสมัครโดยไม่สังกัดพรรค และมีนายสกลธีเข้ารวมเป็นทีมงานอยู่ด้วย

อย่าลืมว่า พื้นที่ กทม.มีความสำคัญกับทุกพรรคการเมือง นอกจากเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยแล้ว ยังมีเก้าอี้ ส.ส.มากที่สุดถึง 36 คน ถ้าพรรคการเมืองไหนช่วงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ให้เข้ามาอยู่ในความครอบครองได้  ย่อมมีผลต่อการเลือกตั้งระดับชาติพอสมควร บรรดากุนซือข้างกาย พล.อ.ประยุทธ์ คงอยากได้บุคคลที่วางใจได้ เข้ามารับทำหน้าที่ดูแลการบริหารงานเมืองหลวง ซึ่งอาจจะส่งผลถึงกระแสความนิยมของพรรคพลังประชารัฐ

แต่ที่ฮือฮามากที่สุด คงหนีไม่พ้น กรณี ครม.มีมติแต่งตั้ง “นายสนธยา คุณปลื้ม" หัวหน้าพรรคพลังชล  ให้เข้ามารับตำแหน่ง  เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พร้อมกับ “นายอิทธิพล คุณปลื้ม” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพัทยา เป็นผู้ช่วย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา จนถูกวิจารณ์ว่า หัวหน้า คสช. กำลังเปิดปฏิบัติการดูดสมาชิกพรรคการเมือง ให้เข้ามาร่วมงานกับรัฐบาล หวังผลถึงการเลือกตั้งในอนาคต เพราะพรรคการเมืองที่มีสิทธิ์เสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องได้เสียง ส.ส. 25 เสียงขึ้นไป

ขณะที่ “พล.อ.ประยุทธ์” กล่าวถึงการแต่งตั้งแกนนำพรรคพลังชล ให้เข้ามาทำงานในรัฐบาลว่า “ต้องมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้มาให้คำปรึกษาว่าเป็นอย่างไร เพราะก็ไม่รู้ว่าการเมืองมันทำกันมาอย่างไร ดังนั้นจึงต้องรู้บ้าง”

แม้หลายคนจะบอกว่า ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น กับการดึงนักการเมืองเข้ามารวมงานด้วยนั้น ไม่ใช่ครั้งแรกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ในการปรับ ครม.รอบล่าสุด ก็มีการดึงนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีต ส.ส. และรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทย เข้ามาเป็น รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ขณะที่มีกระแสข่าวอีกด้านระบุว่า “นายสุรเกียรติ  เสถียรไทย” อดีต รมว.คลัง ในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นผู้ผลักดัน “นายวีระศักดิ์” ให้เข้ามามีบทบาทในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ความเคลื่อนไหวของฝ่ายบริหาร ย่อมส่งผลทำให้พรรคเพื่อไทยอยู่เฉยไม่ได้ เพราะหมายมั่นปั้นมือ จะกลับมายึดอำนาจรัฐภายหลังการเลือกตั้ง และเกิดอาการวิตกกังวลไม่ใช้น้อย ด้วยเกรงว่า จำนวน ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ก็จะลดน้อยลงไปด้วย

โดย แกนนำพรรคเพื่อไทยประเมินว่า พรรคที่พร้อมจะผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์รับตำแหน่งนายกฯ เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่ามีทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชนปฏิรูปของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส่วนพรรคอื่นๆ ที่พอจะอนุมานได้ว่าจะสนับสนุนพรรคของ พล.อ.ประยุทธ์ ภายหลังการเลือกตั้ง โดยดูจากการกระทำที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายผูกมิตรตลอดช่วงเป็นรัฐบาล เช่น พื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ขณะที่ จ.ชลบุรี ก็ปิดจ๊อบเรียบร้อย หลังได้นายสนธยาและนายอิทธิพล มาร่วมรัฐบาล และยังทราบว่าเดือน พ.ค. รัฐบาลจะลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นฐานเสียงของ พรรคภูมิใจไทย อีกทั้งการพบนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ จ.สุโขทัย

แกนนำคนเดิมยังระบุอีกว่า กลุ่มเหล่านี้ค่อนข้างแน่ชัดว่า จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้ครองอำนาจต่อ ขณะที่ตระกูลสะสมทรัพย์ต้องรอท่าทีในวันที่ 30 เม.ย. อย่างไรก็ตาม บางคนในตระกูลสะสมทรัพย์ก็ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพราะโดนตัดสิทธิบ้านเลขที่ 111 จึงยังยืนยันสมาชิกพรรคไม่ได้ เช่น นายไชยา สะสมทรัพย์ ซึ่งก็ต้องรอให้มีการเปิดยืนยันสมัครสมาชิกใหม่อีกครั้งก่อน ส่วนคนที่เป็นสมาชิกเพื่อไทยอยู่แล้ว เช่น นายอนุชา นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ก็ต้องรอดูว่าจะมีการตัดสินใจอย่างไรภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ 

แกนนำพรรคเพื่อไทยยังเชื่อว่า ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง หลังจากนายอภิสิทธิ์นำพรรคพ่ายแพ้พรรคเพื่อไทย โดยประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งตามขั้นตอนพรรคการเมืองเก่าแก่ จะมีการสรรหาผู้บริหารพรรคชุดใหม่ และมีมติสนับสนุนหัวหน้า คสช. เพราะนายสุเทพยังมีอิทธิพลอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ สามารถชี้นำการตัดสินใจสมาชิกพรรคบางกลุ่มได้ โดยจะผลักดันนายอภิสิทธิ์ ให้ไปดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา

จึงไม่ใช้เรื่องแปลก กับท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่ออกมายอมรับว่า พร้อมจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะเชื่อว่าไม่มีทางที่จะได้จำนวน ส.ส. สูงถึง 230 เสียง และคงยากกับการหาพันธมิตร มาร่วมงานทางการเมืองได้ ยกเว้นพรรคอนาคตใหม่ โดยยุทธศาสตร์ของกลุ่มอำนาจเก่า หวังจะนำกลไกการตรวจสอบภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ มาเล่นงานรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ 

ต้องการทำให้สังคมเห็นว่า กระบวนการปฏิรูปประเทศ และเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 60 มีปัญหากับฝ่ายบริหาร เรียกว่า ... แค่ประดาบ ก็เลือดเดือด ไม่มีใครยอมใคร เพราะงานนี้มีเป้าหมายของแต่ละฝ่ายเป็นเดิมพัน

“เมืองสมุทร”