ที่นี่มีคนตาย!

Blog Single

ดูไปดูมา ...การจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 10 เมษายน ปี 53 ของแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดง กลายเป็นงานอีเวนท์ประจำปีไปเรียบร้อยแล้ว และเชื่อเถอะ ใครก็มองออกว่า งานนี้หวังหล่อเลี้ยงมวลชนไว้ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง เวลามีการเลือกตั้ง

แต่ประโยคที่คนกลุ่มนี้ตะโกน ในช่วงการทำกิจกรรมทุกครั้ง ด้วยเสียงอันดังว่า “ที่นีมีคนตาย” ดูเหมือนจะกลายเป็นของมีคม บาดลึก และกระทบความรู้สึก “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ไม่ใช่น้อย แถมยังไม่รู้ว่า เสียงนี้จะเงียบเมื่อลงไหร่

หลายคนคงยังไม่ลืมว่า หัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ มีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรี ในห้วงเวลาระหว่างปี 51-53 ต้องเผชิญวิบากกรรมอย่างแสนสาหัส มวลชนที่ชื่นชอบ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จัดกิจกรรมต่อต้านอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะในปี 53 นปช. และคนเสื้อแดงได้ปักหลักชุมนุม อยู่ใจกลางเมืองหลวง เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภา อ้างว่า มีที่มาโดยไม่ชอบธรรม ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

และในที่สุดความรุนแรง ก็เกิดขึ้นจริงๆ เริ่มตั้งตั้งแต่คืนวันที่ 10 เมษายนปี 53 หลังจาก “นายขวัญชัย ไพรพนา” ประธานชมรมคนรักอุดร นำคนเสื้อแดงไปปักหลังชุมนุมหน้ากองทัพภาคที่ 1 ตั้งแต่ช่วงเช้า 

คล้ายกับว่า มีการเซ็ตฉากให้เกิดความรุนแรง จนในที่สุด “ชายชุดดำ” ก็ปรากฏตัวออกมา นำมาสู่การยิงปะทะระหว่างเจ้าหน้ารัฐกับ “กองกำลังติดอาวุธ” ที่แอบแฝงอยู่ในการชุมนุมของ นปช. และคนเสื้อแดง นำมาสู่ความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย มีการฟ้องร้องจนกลายเป็นคดีความมาจนถึงวันนี้

ในส่วนของ ป.ป.ช. เคยได้รับคำร้องจาก นปช. และทีมกฎหมายของคนเสื้อแดง แต่พอนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ บทสรุปคือ “ยกคำร้อง” ในส่วนคดีอาญา ที่ดีเอสไอและอัยการส่งฟ้อง นายอภิสิทธิ์ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่ดูแลงานด้านความมั่นคงในขณะนั้น ข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่า

โดยการต่อสู้ในข้อกฎหมายของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ชี้ว่า ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในขณะนั้น ต้องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคดีอาญา จนนำมาสู่คำพิพากษาของศาลอาญาให้ยกฟ้อง ด้วยเหตุว่าคดีนี้ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจศาลอาญา

แต่ นปช.และคนเสื้อแดงบางส่วน ก็ยังไม่หยุดความเคลื่อนไหว เดินหน้าเรียกร้องผ่านหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะพุ่งเป้าไปที่ “ป.ป.ช.” หวังให้รื้อฟื้นคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ อ้างว่าต้องการทวงความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสีย โดยมักเลือกวันที่ 10 เมษายนของทุกปี มาเป็นห้วงเวลาในการเคลื่อนไหว

ก็คงต้องบอกว่า แม้ดูยังไม่มีกฎหมายมาตราไหน เอาผิดกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ได้ แต่ก็กลายเป็นบาดแผลที่ติดตัวไปตลอดเวลา และจะกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคของนายอภิสิทธิ์ หากคิดกลับมารับตำแหน่งนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง

อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้ามีการชุมนุมของภาคประชาชน จนนำมาสู่การบาดเจ็บล้มตาย ไม่ว่าผู้นำรัฐบาลในขณะนั้นจะถูกหรือผิด ยากที่บุคคลนั้นจะกลับมารับตำแหน่งนายกฯ ได้ เพราะจะมีภาพความเป็นผู้นำมือเปื้อนเลือดติดตัวตัวอยู่ เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง

ถึงแม้หัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ จะมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ออกหนังสือป้องกันตัวเองไว้ โยนให้กองทัพที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ศอฉ. มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งมีนายสุเทพเป็นผู้อำนวยการศูนย์ และประกาศขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

ส่วนกองทัพบก ซึ่งในช่วงปี 53 มี “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” เป็น ผบ.ทบ. ก็ใช้อำนาจผ่านทางกลไก ศอฉ. ดูแลม็อบ นปช. อีกทั้ง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ก็เคยตั้งคำถามกับสื่อมวลชน กรณีหลักฐานบางส่วนของการชุมนุมเมื่อปี 53 ที่อยู่ในความดูแลของ “ดีเอสไอ” ในยุคมี “นายธาริต เพ็งดิษฐ์” นั่งคุมหน่วยงานนี้หายไปไหน ก็น่าจะเป็นปริศนา ที่บ่งชี้ให้เห็นอะไรบางอย่าง

แต่การจัดกิจกรรมของ นปช.และคนเสื้อแดง เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์10 เมษายน 53 ก็กลายเป็นบาดแผลที่ติดตัว “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” จนกลายเป็นจุดอ่อนยากที่จะลบทิ้งได้ง่ายๆ ยิ่งถ้ามีโอกาสลุ้นตำแหน่งนายกฯ เมื่อไหร่ก็ตาม ก็จะถูกสะกิด ให้เป็นประเด็นขึ้นมาทันที

สำคัญกว่านั้นกองทัพในยุค “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เป็น รมว.กลาโหม ก็ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้ม กับบทบาทของนายอภิสิทธิ์ หลังจากเล่นบทหัวหมู่ทะลวงฟัน โจมตีหัวหน้ารัฐบาลและ พล.อ.ประวิตร อย่างต่อเนื่อง ถึงต้องบอกว่า ฝันของนายอภิสิทธิ์ยากจะเป็นจริง และไม่มีทางเป็นไปได้

                                                                **************                                                                                     “ระฆังแก้ว”