“ประยุทธ์” ชักธงรบนักการเมือง ส่งสัญญาณยึดเก้าอี้นายกฯ หลังเลือกตั้ง

Blog Single

ไม่บ่อยครั้งหนัก กับการออกมาเล่นบทตอบโต้นักการเมืองของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.  อย่างดุเดือดและรุนแรง หลังจากก่อนหน้านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายครั้ง

ภายหลังการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา หัวหน้ารัฐบาลซึ่งมีสถานะ เป็นหัวหน้าคสช.อีกตำแหน่งตอบคำถามของผู้สื่อข่าว เมื่อถูกถามว่า เริ่มมีหลายกลุ่มการเมืองเริ่มมีการออกมาต่อรองมากขึ้น โดยเฉพาะ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ประกาศให้สมาชิกพรรคที่จะสนับสนุนนายกฯ ไป เข้าสังกัดพรรคอื่น รวมถึงนายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เตือนว่าหากเป็นนายกฯ สมัยหน้า ให้ระวังการอภิปรายในรัฐสภา

โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "พูดอะไรมาก็ระมัดระวังด้วย และอยู่ที่ประชาชนจะเชื่อถือได้แค่ไหนอย่างไร ผมไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมาสนับสนุนผม แต่กรุณาพูดจาดีๆ ใครสนับสนุนไม่สนับสนุนก็แล้วแต่เขา แต่การพูดแบบนี้มันฟังดูดีหรือเปล่า

ถ้าบางเวลาผมมีอารมณ์ขึ้นมาแล้วพูดไป ก็จะเสียหายด้วยกันทั้งหมด ประชาชนต้องไปใคร่ครวญกันเอาเอง ดูว่าวันหน้าเขาจะทำตัวกันอย่างไร ที่ออกมาพูดกันวันนี้รอดูวันหน้าแล้วกัน เลือกตั้งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะเปลี่ยนท่าทีกันอย่างไรไปถามเขาอีกทีแล้วกัน"

ถ้าตีความคำพูดของนายกฯ หลายคนเชื่อว่า คงหวังพุ่งเป้าไปที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   ซึ่งระยะหลังออกมาวิจารณ์การทำงานของหัวหน้า คสช.อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งระบุทำนองว่า หัดเด็ดตีนขาด ก็ไม่มีทางสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง แต่ในข้อเท็ขจริง จะเป็นไปตามนั้นจริงๆ หรือ

อย่าลืมว่า ก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า แกนนำคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปหารือกับแกนนำ คสช. พร้อมทั้งยืนยันว่า พรรคการเมืองเก่าแก่พร้อมให้การสนับสนุน “หัวหน้า คสช.” ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง  

เพราะรู้ดีว่า จำนวน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังการเลือกตั้ง คงยากที่จะเอาชนะ “พรรคเพื่อไทย” ได้ แม้จะมีข่าวว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. ไปแอบทำโพลสอบถามคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ พบว่า พรรคเพื่อไทยที่มี “นายทักษิณ ชินวัตร ให้การสนับสนุน จะได้ส.ส.ภายหลังการเลือกตั้ง.เพียง170-  180  เสียง

สำคัญมากกว่านั้น  ตามมารยาททางการเมือง ถ้า นายอภิสิทธิ์” นำพาพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้ง เป็นครั้งที่3  ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค   จากนั้นจะมีการประชุมสมาชิกพรรค  เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และน่าเชื่อว่า ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ จะมีมติสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์”

จากนั้นจะผลักดันให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำหน้าที่ในฐานะ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” เพื่อเป็นการให้เกียรติ ในฐานะเคยดำรงตำแหน่งนายกฯ และเคยทำหน้าที่อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุด  ในสาระบบการเมืองไทย  ที่สำคัญนายอภิสิทธ์มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และแม่นยำในข้อบังคับการประชุม  จึงน่าจะคุมเกมได้ ยิ่งถ้า “ พรรคเพื่อไทย” เป็นฝ่ายค้าน คงมุ่งหวังตีรวนเต็มที่ ตามที่ นายเสนาะ” ได้ออกมาขู่ไว้

นอกจากนี้ ยังมีรายงานระบุว่า หลังจากนายสุเทพผลักดันให้ “นายเชน เทือกสุบรรณ” ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาสนับสนุนหัวหน้า คสช.แล้ว แกนนำ กปปส. ยังจัดเตรียมยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว เดินสายทั่วประเทศ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนออกมาสนับสนุนพล.อ. ประยุทธ์  ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

บวกรวมกับการเคลื่อนไหว ในการจัดตั้ง “พรรคกิจประชารัฐ”  ซึ่งมี “นายชวน ชูจันทร์” ประธานประชาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม ไปยื่นจัดตั้งจดทะเบียน จัดตั้งพรรคการเมืองกับกกตต.เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งมีข่าวว่า “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่า  นายสมคิดจะกระโดดเข้ามาทำงานการเมืองอีกครั้ง  เพราะช่วงที่ผ่านมีการเดินเกม พีอาร์ผลงานรัฐอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งรัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดให้สมาชิกสวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน   ซึ่งมาจากการคัดเลือกของคสช. มีสิทธิ์ให้ความเห็นชอบบุคคล ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ  ซึ่งคงหนีไม่พ้น รวมกันสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ  ถ้าผู้นำรัฐบาลมีความประสงค์ จะกลับมาเข้ามาบริหารประเทศอีกรอบหนึ่ง

นอกจากนี้ หลายพรรคที่ยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ ก็ประกาศสนับสนุน “พล.อ. ประยุทธ์” ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ดังนั้นเมื่อไล่ไปตรวจสอบเสียงสมาชิกรัฐสภา  ที่มีสิทธิ์โหวดให้บุคคลใด ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ จะอยู่ที่ 375 เสียงจาก จำนวน 750  เสียง (ส.ว. 250 เสียง และ ส.ส. 500 เสียง )  นั้นหมายความว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จะหาเสียงสนับสนุนเพียง 126  เสียง ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายของโรดแม็พ  รัฐบาลได้เทงบประมาณ ลงไปในท้องถิ่นอย่างเต็มที่นับแสนล้านบาท ภายใต้โครงการ “ไทยนิยม” และการผลักดันมาตรการช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายประชารัฐ  โดยมี “นายสมคิด” เป็นตัวจักรสำคัญ  ซึ่งใครก็รู้ว่า เป็นมือตลาดชั้นเซียน และมีเครือข่ายคอยให้การช่วยเหลืออยู่มากพอสมควร

บางทีสิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” พยายามสื่อสารให้ นายอภิสิทธิ์” รับรู้ด้วยประโยคที่ว่า “ออกมาพูดกันวันนี้รอดูวันหน้าแล้วกัน เลือกตั้งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะเปลี่ยนท่าทีกันอย่างไรไปถามเขาอีกทีแล้วกันนั่นหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ มั่นใจว่า มีเสียงสนับสนุน กับการได้รับตำแหน่งนายกฯรอบสอง เพียงพอแล้ว

ผิดกับ “หัวน้าพรรคประชาธิปัตย์” ที่แทบไม่มีเสียงตอบรับ จากพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น ยกเว้นแต่ “นายอภิสิทธิ์“ จะยอมกลืนน้ำลาย หันไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล เท่ากับว่า ยอมสูยเสียหลักการของตนเอง เพราะเคยประกาศแล้วว่า จะไม่ยอมรวมงาน กับพรรคการเมืองที่ถูกระบอบทักษิณครอบงำ

การออกมาตีโพยตีพาย หรือออกอาการทุรนทุรายของนายอภิสิทธิ์ อาจทำให้ตนเองตกเป็นเป้าล่อทางการเมือง  ถูกย้อนถามจุดยืน ภายหลังการเลือกตั้ง และจะกลายเป็นคนที่พูดจา แล้วหาคนเชื่อถือไม่ได้ ถ้าในท้ายที่สุด “พรรคประชาธิปัตย์ ต้องไปรวมจัดตั้งรัฐบาล กับพรรคที่มีจุดยืนสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์”

สำคัญมากว่านั้น “นายอภิสิทธิ์” กำลังถูกมองว่า เป็นละอ่อนทางการเมือง เพราะยิ่งพูดจาโจมตี คสช. และรัฐบาล มากขึ้นเท่าไหร่ ดูเหมือนพรรคเพื่อไทย ก็จะได้ประโยชน์ไปเต็ม จากความเห็นแก่ได้ของตัวเอง มากขึ้นเท่านั้น

“เมืองสมุทร”