พันธ์ปากพล่อย

Blog Single

อยู่นอกเหนือความคาดหมายจริงๆ   หลังจาก  “ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ”  นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44  ในฐานะ “ หัวหน้าคสช.” สั่งปลด  “ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร”  พ้นจากตำแหน่งในองค์กรอิสระ  ที่ถูกเรียกขานว่า  “กกต. ”เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้กระทั่งบุคคลที่ต้องตกเป็นเหยื่อของอำนาจพิเศษรายล่าสุด  ก็คงไม่อยากเชื่อว่า ตนเองจะมีชะตากรรมเยี่ยงนี้ แต่จะทำให้อย่างไรได้  ในเมื่อชอบออกอาการ “พันธ์ปากพล่อย ”  ก็ต้องกลายสภาพเป็นคนตกงาน  และอยากเตือนด้วยความหวังดีว่า อย่าคิดว่า  จะได้เก้าอี้เลขาธิการกกต.เป็นเครื่องปลอบใจ  ตราบใดที่หัวหน้าคสช.ยังไม่ยอมรับบทบาทในช่วงที่ผ่านมา 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด งานนี้ยังได้ช่วยการันตี   การใช้อำนาจตามมาตรา  44 ของ “หัวหน้าคสช.”   ยังมีมนต์ขลังอยู่  หลังจากก่อนหน้านี้มีเสียงร่ำลือทำนองว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไมค่อยปลื้ม พล.อ.ประยุทธ์  เพราะเห็นว่า ใช้อำนาจตามมาตรา 44 พร่ำเพรื่อจนเกินไป

แถมยังมีข่าวว่า  ก่อนหน้าใช้ดาบอาญาสิทธ์ สั่งปลดบุคคล ที่ทำงานอยู่ในองค์กรอิสระ  หัวหน้าคสช.ได้รายงานให้ ผู้มากบารมีรับทราบเรียบร้อยแล้ว  จนนำมาสู่การใช้อำนาจพิเศษ  เอาเป็นว่า งานนี้ได้รับไฟเขียวแบบผ่านตลอด  ไม่มีใครทักท้วงและคัดค้าน

ไหนมาฟังเหตุผลของ พล.อ. ประยุทธ์   กับการสั่งปลดนายสมชัย ให้พ้นจากการทำงานในฐานะ กตต. ว่า เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นหน่วยหน่วยงานที่เกี่ยวทางกฎหมายเสนอมา ระบุว่าไม่ไหวแล้วทำให้ทุกอย่างสับสนอลม่านพอสมควร ผมก็ไม่อยากให้ใช้มาตรา 44 กับใคร สื่อก็พอได้แล้ว จบได้แล้ว อย่าไปขยายให้เลย นายสมชัย เองก็รู้ตัว..”

ขณะที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 4/2561 เรื่อง ให้กกต.ยุติการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นของตนเกี่ยวกับกระบวนการและกำหนดการการเลือกตั้งด้วยถ้อยคำที่ไม่สมควร ก่อให้เกิดความสับสน เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของกกต.และการจัดการการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่า นายสมชัย ได้สมัครเข้ารับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกกต. โดยไม่ได้ลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่กกต.ก่อน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากตนเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวโดยตรง

และจะส่งผลต่อความถูกต้องและเป็นธรรมในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการกกต. จึงไม่สมควรให้นายสมชัย ปฏิบัติหน้าที่กกต.ต่อไป เพื่อให้การดำเนินการเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรมแก่ผู้สมัครรายอื่นๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ดูเหมือนผลต่อเนื่องที่ตามมา    ถ้าหากวัดในในโลกออนไลน์  ก็จะมีทั่งเสียงที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย    โดยเฉพาะพวกที่เห็นด้วย   มองตรงกันว่า  การแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ   หลายครั้งไม่รู้จักกาละเทศ และไม่เหมาะสม

ส่วนซีกทีไม่เห็นด้วยก็อ้างว่า   หัวหน้าคสช. แทรกแซงองค์อิสระ ไม่ยอมฟังความเห็นฝ่ายไม่เห็นต่างๆ  เรียกว่า หัวหน้า.คสช.   รอดตัว  เพราะพฤติของของอดีต กกต.ในช่วงทีผ่าน  ก็กลายเป็นที่เอือมระอาของคนในสังคม แถมการไปสมัครเป็นเลขาธิการกกต. ก็กลายเป็นบ่วงรัดคอตัวเองในที่สุด

แม้ว่า  “นายสมชัย “จะออกมา ตอบโต้หัวหน้ารัฐบาล ทำนองว่า ที่ปรึกษากฎหมาของนายกฯ ไม่เชี่ยวชาญกฎหมาย  เพราะดันไปมองว่า สิ่งที่พุดออกมาเป็นปัญหา  ทั้งๆที่การพูดจาดทั้งหมดเป็นความจริงทั้งสิ้น    แต่ติดอยู่ที่ว่า นายสมชาย ลืมนึกไปถึงสถานะของตนเองว่า  อะไรควรพูดไม่ควรพูด

จากนี้ไปบรรดากลุ่มอำนาจเก่า  และพรรคการเมืองต่างๆ คงตีปีด้วยความดีใจ   เพราะได้ “นายสมชัย “ มาคอยบให้สัมภาษณ์  ช่วยเปิดประเด็นต่าง  ๆ  อันจะนำมาสู่ผลกระทบกับรัฐบาล และหัวหน้าคสช.    เพราะวันนี้ใครก็มองออกว่า เป้าหมายของ พล.อ.  ประยุทธ์คือรักษาเก้าอี้นายกฯไว้อีกสมัยหนึ่ง

แต่ถ้าเมื่อไหร่ ก็ตาม อดีตกกต.ตัดสินใจเข้าทำงานการเมือง  ตามคำเชิญชวนของ “นายสมบัติ บุญงามอนงค์ “ บก.ลายจุด ที่ยื่นเรื่องขอจัดตั้งพรรคเกรียน   ก็เท่ากับว่า ที่ผ่านมา   นายสมชัยวางแผนสร้างความปั่นป่วนไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

“ ระฆังแก้ว ”