สลัดภาพนอมินีทักษิณ..ไม่ออก ธนาธร พา..อนาคตใหม่..ติดหล่ม

Blog Single

กลายเป็นชนักติดตัว  ที่บรรดาแกนนำ “พรรคอนาคตใหม่ ” สลัดออกไม่จริง  ทั้งเรื่องการเป็นนอมินิให้ “ระบอบทักษิณ”   อีกทั้งยังมีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจเก่า  ที่หวังเข้ามาครอบครองอำนาจรัฐ ภายหลังการเลือกตั้ง  แม้ว่า”นายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ” และ“นายปิยบุตร แสงกนกกุล ”  จะออกมาแจกแจง เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งพรรค ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไทย

ก่อนหน้านี้ แกนนำคนสำคัญพรรคการเมืองใหม่  สร้างความฮือฮาให้สังคม    เนื่องจาก มีสถานะเป็นถึงรองประธานบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ชาย   แถมยังถูกตั้งสมญานามว่า "ไพร่หมื่นล้าน"ออกมาระบุ ทำนองว่า  หวังนำประเทศไทยออกจากวังวนของการเมืองแบบเดิมๆ

แถมยังยืนยันอีกว่า ’“พรรคอนาคตใหม่ ไม่ใช่พรรคเลือกข้าง แต่เรามีจุดยืน ข้างไหนที่ล้ำเส้นจุดยืนนี้ เราจะต่อต้าน และโจมตี ทั้งประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย รวมถึง นายทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าข้ามเส้นจุดยืนเมื่อไหร่ เราจะวิพากษ์วิจารณ์ และต่อต้านทันที ซึ่งสมาชิกเราชัดเจนเรื่องนี้ เราไม่ใช่พรรคทางเลือก แต่จะเป็นพรรคทางหลัก ที่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาประชาธิปไตย และพาสังคมเดินไปข้างหน้า

พร้อมทั้งกล่าวอีกว่า ทุกพรรคการเมืองจะเป็นคู่แข่งของเรา เราจะต่อสู้ในสนาม ทุกเขตเลือกตั้ง ทุกชนชั้นอาชีพ เพื่อทุกคะแนนเสียง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเป็นตัวกำหนดว่าจะถือข้างใคร อย่างไหน เมื่อไหร่ ตราบใดที่เราทำงานการเมืองอยู่ จะไม่ประนีประนอมกับจุดยืนนี้ ถ้าตราบใดพรรคอนาคตใหม่ประนีประนอมกับจุดยืนนี้ ผมจะเป็นคนแรกที่ลาออกเอง

แต่คงต้องบอกเลยว่า  แทบไม่มีใครเชื่อ กับสิ่งที่นายธราธรสื่อสารออกมา    โดยเฉพาะการตัดขาดจาก “ระบอบทักษิณ ”ไม่ยอมเป็นมือเป็นไม้ให้ ทั้งในอนาคตหรือหลังการเลือกตั้ง    เพราะช่วงที่คนไทยนับล้านๆคน ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน“พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ”และ เรียกร้องให้หากลุ่มบุคคล  ที่กระทำทุจริตจาก “ โครงการรับจำนำข้าว”  สังคมไทยไม่เคยได้ยินจุดยืนในเรื่องนี้ จากทั้ง “นายธราธร”และ “นายปิยบุตร”

มิหนำซ้ำสถานภาพของนาย ธนาธร  ก็ยังถูกเชื่อมโยงว่า  เป็น "หลานชาย"นายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรมว. คมนาคมและกระทรวงอุตสาหกรรม  และรวมเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยในยุคสมัยของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ช่วงปี 2544-2549  นายสุริยะตกเป็นข่าวอื้อฉาว  จากกรณีการจัดซื้อ เครื่องเอกซเรย์ตรวจสัมภาระ(ซีทีเอ็กซ์ )  ซึ่งจะติดตั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ  หลังมีรายงานว่าจัดซื้อมาในราคาแพงเกินจริง  จนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น  ได้นำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ  จนสร้างความบอบช้ำให้นายสุริยะ ไม่น้อยเลยทีเดียว  แม้จะผ่านศึกซักฟอกมาได้  

อย่างไรก็ตาม  เมื่อวันที่  28 ส.ค. 2555คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้สรุปว่า นายสุริยะไม่มีความผิด เนื่องจากหลักฐานที่กล่าวหานั้น มีน้ำหนักไม่เพียงพอ ให้เชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง  แต่ในทางการเมืองแล้ว  ถือว่านาย สุริยะมีบาดแผลทางการเมือง    จนตัดสินใจยุติบทบาททางการเมือง อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องสุขภาพ  แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งสอง  ก็มีผลกระทบกับภาพลักษณ์นายธนาธร  ในฐานะที่เป็นเป็นหลานมากพอสมควร

ยิ่ง “นายวัฒนา  เมืองสุข ” แกนนำระดับฮาร์ดคอร์ของพรรคเพื่อไทย  ออกมาชื่นชมและยกย่อง พรรคอนาคตใหม่  ยิ่งทำให้สังคมมองว่า   นายธนาธรและลูกพรรค  เปรียบเป็น “ พรรคเพื่อไทย”และ “เสื้อแดงสาขา 2"   โดยระบุว่า “ผมขอแสดงความยินดีกับพรรคอนาคตใหม่ที่ได้ยื่นคำขอจดแจ้งพรรคต่อ กกต. การเกิดของพรรคใหม่ ยังทำให้ประชาชนได้เห็นความเลวของเผด็จการมากขึ้น

ตั้งแต่การพยายามหาเรื่องเตะสกัดไม่ว่าจะเป็นการสร้างข้อจำกัดหยุมหยิม เช่น ห้ามนำเสนอนโยบาย เป็นต้น ไม่นับรวมการใส่ร้ายป้ายสี ของบรรดาลิ่วล้อทั้งหลาย ด้วยข้อหาอมตะนิยมคือล้มเจ้า  ผมจึงขอให้กำลังใจน้องๆ จากพรรคอนาคตใหม่ที่จะมาช่วยกันทำการเมืองให้เป็นของประชาชน ยกเลิกสิ่งที่เผด็จการทำไว้และเอาตัวคนที่ละเมิดสิทธิประชาชนมาลงโทษ”

บวกรวมกับท่าทีของสื่อแดง   อย่าง   พีซทีวี ” สื่อที่สนับสนุนแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.  ที่ออกมาเผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง "อนาคตใหม่ สังคมไร้เผด็จการ"  ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Peace News  โดยตอนหนึ่งระบุว่า ประเมินจากผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่  ถือ เป็นพรรคคนรุ่นใหม่  ผสมแนวคิดใหม่ มีความหลากหลายแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน รวมทั้งแตกต่างจากพรรคเก่า-พรรคใหม่ที่จดจองชื่อพรรคก่อนนี้ คือ อนาคตใหม่มีเข็มมุ่งเพื่อทำการเมืองไทย  ให้ปลอดจากอำนาจรัฐประหาร

ไม่เอาการยึดอำนาจ ไม่ชอบเผด็จการ ต้องการรื้อมรดกอำนาจของ คสช.เพียงแค่นี้ ย่อมเป็นสิ่งมีค่าและสะท้อนถึงแนวทางอนาคตใหม่ได้อย่างแจ่มชัดเป็นเบื้องต้นแล้ว เพราะการประกาศตัวเดินไปสู่อนาคตใหม่นั้น จัดเป็นสิ่งใหม่ที่ชัดเจน และเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองแบบเก่า ไม่กล้าประกาศจุดยืน ให้ประชาชนได้รับรู้ใดๆมาก่อนเลย

ขณะที่ “นายปิยบุตร”  ซึ่งเคยเป็นแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์  ก็ถูกภาพลักษณ์และจุดยืนในอดีต  ซึ่งเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายอาญามาตรา 112  ตามมาหลอกหลอน แบบไม่จบไม่สิ้น   เนื่องจากเคยมีข้อเสนอว่า ห้ามพระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสกับประชาชน  และตั้งคำถามเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายล่วงละเมิดสถาบัน   หลังจากรัชกาลที่ 9 ทรงสวรรคตไปแล้ว ก็รีบออกตัวว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มนิติราษฎร์   ที่เคยรวมเคลื่อนกันในอดีตที่ผ่านมา   

“คณะนิติราษฎร์นั้นก็ยังเป็นกลุ่มนักวิชาการที่ใช้เสรีภาพในการนำเสนองานวิชาการต่อไป ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน   เพราะวันนี้เปลี่ยนบทบาทมาลงสนามการเมือง พรรคนี้เป็นของสมาชิกทุกคน ซึ่งนโยบายที่จะนำเสนอมีหลากหลาย ที่จะเกิดจากการตัดสินใจของสมาชิก และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

จากนี้ไปคงต้องจับตามอง  พรรคอนาคตใหม่จะฝ่าฝัน เสียงวิจารณ์ในทางลบ  และข้อครหาต่างๆได้มากน้อยแค่ไหน    ยิ่งในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง  เชื่อได้เลยว่า พรรคการเมืองต่างๆ จะงัดกลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ  มาต่อสู้อย่างเต็มที่   ซึ่งนายธราธรและนายปิยบุตร ก็คงหลีกเลี่ยงกระแสถูกโจมตีไม่พ้น   โดยเฉพาะการถูกตีราคาให้เป็นเพียง “นอมินีระบอบทักษิณ

ยิ่งแกนนำพรรคเพื่อไทย  นปช.  และคนเสื้อแดง ออกมาปกป้อง เชิดชูแกนนำพรรคอนาคตใหม่มากเท่าไหร่  ก็ยิ่งทำให้กลุ่มการเมือง ที่อ้างว่า ต้องการเข้ามาเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาในระบอบประชาธิปไตย งจมปลักอยู่กับข้อกล่าวว่าหา  เป็นเพียงสมุนรับใช้กลุ่มอำนาจเก่า   หวังเข้มายึดอำนาจภายหลังการเลือกตั้ง

บางทีกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง  นายธนาธรและนายปิยบุตรอาจถอดใจ    ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยอีกต่อไป ยิ่งต้องเผชิญคำถาม   เกี่ยวกับจุดยืนและกฎหมายอาญามาตรา 112  ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  กระทบกับความรู้สึกประชาชน   จนทำให้อยู่ในภาวะ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

สำคัญมากว่านั้นคือ  บทเรียนในเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   การเร่งรีบเปิดยุทธศาสตร์ และจุดยืนให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับรู้   หวังช่วงชิงคะแนนนิยม หวังสร้างกระแส บางทีผลกรรมในอดีต อาจย้อนมาทำลายตนเอง  จนหมดสภาพ  ไม่สามารถไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้

“เมืองสมุทร”