ปชป.ไร้พลัง-หมดทางเลือก! จำใจดัน “มาร์ค” รับบทประธานรัฐสภา

Blog Single

แม้จะมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มการการเมืองต่างๆ ให้ความสนใจกับการเดินทางไปยื่นคำขอ เตรียมจัดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเจ้าภาพรับดำเนินการ โดยเริ่มดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมเป็นต้นมา

แต่เชื่อเถอะ ผู้ที่สนใจการเมือง ต่างจับจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ที่มี “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่การต่อต้าน  ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การเรียกร้องให้เกิดกระบวนการปฏิรูปประเทศ จนทำให้รัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ต้องมีอันเป็นไป แต่อยู่ที่การจัดตั้งพรรคพรรคการเมืองใหม่

ซึ่งมีแนวโน้มจะใช่ชื่อว่า “พรรคมวลมหาประชาชน” จะก่อให้เกิดผลกระทบกับพรรคการเมืองเก่าแก่อย่าง “ประชาธิปัตย์ มากขนาดไหน  

อย่าลืมว่า นายสุเทพ เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นขุนพลสำคัญ ดูแลพื้นที่ภาคใต้มาตลอด เคยมีส่วนทำให้  “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำพรรคการเมืองเก่าแก่ มีโอกาสดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะถูกต่อต้านและคัดค้านจาก นปช. และคนเสื้อแดง จนทำให้เกิดวิกฤติการเมือง จากนโยบายกระชับพื้นที่เมื่อปี 53 จนมีประชาชนบาดเจ็บล้มตายไปมากพอสมควร

จึงไม่ใช้เรื่องแปลก เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถึงความเคลื่อนไหวของแกนนำ กปปส. เตรียมการจะจัดพรรคการเมือง จะได้รับคำตอบ ที่บ่งบอกถึงอาการท้อแท้ และ วิตกกังวลมากพอสมควร เพราะรู้ดีว่า ด้วยศักยภาพและเครือข่ายของนายสุเทพ ก็ไม่ใช่ธรรมดา เคยประกาศเป็นพี่น้องคลานตามกันมา กับแกนนำ คสช. ระหว่างร่วมงาน “ปฏิญญาเกาะสมุย”

สำคัญมากกว่านั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยมีพันธมิตรทางการเมือง อันเนื่องมาจากด้วยบุคลิกและการใช้ชีวิตส่วนตัว จะสังเกตได้ว่า บรรดากลุ่มต่างๆ ที่ยื่นความประสงค์ขอจัดตั้งพรรคการเมือง ไม่มีใครพูดถึงการสนับสนุน “นายอภิสิทธิ์” ให้เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ส่วนใหญ่ล้วนสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและ  หัวหน้า คสช. แม้กระทั่งนายสุเทพ ก็ประกาศยืนยันสนับสนุนหัวหน้ารัฐบาลคนปัจจุบัน มาก่อนใครเพื่อน

รวมถึงพรรคพลังธรรมใหม่ พรรคประชาชนปฎิรูป ที่มี “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” ที่เดินเกมก่อตั้ง และอีกหลายพรรค  ก็ล้วนประกาศสนับสนุน “พล.อ. ประยุทธ์” แทบทั้งสิ้น 

นายอภิสิทธิ์ได้ตอบคำถามนักข่าวในประเด็น กลุ่มของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หรือฐานเสียง กลัวว่าจะถูกแบ่งไปทางนายสุเทพหรือไม่ว่า เป็นเรื่องธรรมดา...มีพรรคการเมืองใหม่เขาก็ต้องมาแสวงหาการสนับสนุนสมาชิกพรรค หรือว่าผู้สนับสนุนพรรค รวมทั้งผู้ที่เคยลงคะแนนให้พรรค เขาก็ต้องมีการทบทวนการตัดสินใจอยู่เป็นระยะๆ อยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องปกติ และพรรค ปชป.ก็เผชิญกับภาวะอย่างนี้มาหลายครั้ง

และเมื่อถามย้ำว่า คุยไปไกลถึงขั้นว่าถ้าหลังเลือกตั้งแล้วจะกลับมาร่วมงานกันได้หรือไม่สำหรับ 2 พรรคนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องการร่วมงานหลังการเลือกตั้ง ต้องยึดเอาอุดมการณ์ และนโยบายของพรรค ที่ไปเสนอต่อประชาชนเป็นตัวตั้ง ถ้าเราได้รับการสนับสนุนมาเยอะจากประชาชน ก็ต้องเอาแนวทางของเราเป็นตัวตั้ง ใครจะมาทำงานกับเราก็ต้องสนับสนุนแนวทางเรา   

“ถ้าไม่มาสนับสนุนเราก็จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเราไม่ได้รับการสนับสนุนมาเยอะ แต่คนอื่นเขาได้รับการสนับสนุนมาเยอะกว่า อย่างนี้ผมก็ต้องเจียมตัว พรรคปชป.ต้องเจียมตัว แล้วก็รอดูว่าแล้วเงื่อนไขของเราคือจะมีบทบาทอย่างไร ก็ต้องมาว่ากันต่อไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

และเมื่อต่อข้อถามว่า สมมติว่าพรรคของนายสุเทพชนะมากกว่า แล้วหนุนคนนอกเป็นนายกฯ หัวหน้า ปชป.กล่าวว่า เรื่องนี้พรรคก็ต้องมาประชุมกันว่าตกลงเราคิดว่าจะเป็นอย่างไร จะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี จะไปร่วมรัฐบาลหรือไม่ จะเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ อย่างไรก็ต้องมาว่ากัน ซึ่งก็ต้องไปดูจาก ทิศทางของการนำพาบ้านเมืองในขณะนั้นเป็นหลัก

แม้นายอภิสิทธิ์จะไม่เฉลียวฉลาด ไม่เชี่ยวชาญกับเกมการเมือง เหมือนการเล่าเรียนหนังสือ แต่จากการก้าวเข้ามาสู่แวดวงการเมือง ก็คงมองออกแล้วว่า หนทางที่จะมีโอกาสดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่สอง แทบจะปิดตายไปเรียบร้อย ก็ขนาดได้สมาชิกพรรคที่อยู่ในความดูแลของนายสุเทพ มารวมเป็นกองหนุน ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถเอาชนะพรรคเพื่อไทยได้  แล้วถ้าในอนาคตยังจะมาสูญเสียสมาชิกพรรคจำนวนหนึ่ง เพื่อไปทำงานร่วมกับ “พรรคมวลมหาประชาชน” ถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเหลือ ส.ส.อยู่ซักกี่คน

สำคัญมากกว่านั้น บรรดาแกนนำ คสช. ต่างมีท่าทีไม่สนับสนุนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเจ็บปวดกับการตัดสินใจของนายอภิสิทธ์ สมัยดำรงตำแหน่งนายกฯ ช่วงเกิดวิกฤติการเมืองปี 53 โดยตัดสินใจยุบสภาฯ ทำให้กองทัพต้องเผชิญกับแรงกดดันภายหลัง “พรรคเพื่อไทย” ก้าวเข้ามาเป็นรัฐบาล

ขณะที่เหตุผลสำคัญของนายสุเทพ ที่ตัดสินใจสนับสนุนหัวหน้า คสช. ให้เข้ามามีบทบาททางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่า ด้วยศักยภาพ และการมีกองทัพช่วยสนับสนุนอยู่ จะทำให้การเดินหน้าขุดรากถอนโคน “ระบอบทักษิณ” ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยิ่งตามรัฐธรรมนูญปี 61 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ซึ่งคัดเลือกโดย คสช. มีสิทธิ์โหวตคัดเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ นั่นเท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีแต้มต่อทางการเมือง มากกว่านักการเมืองคนอื่นๆ เพราะหาเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรเพียง 125 เสียง ก็เท่ากับว่าจะมีสมาชิกรัฐสภา ตุนอยู่ในมือถึง 375 เสียง ซึ่งเกินครึ่งของสมาชิกรัฐสภาไปเรียบร้อยแล้ว

และตามธรรมชาติของการเมืองไทย ถ้าใครรวบรวมเสียงข้างมากและเกินครึ่งแล้ว บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ก็จะวิ่งเข้าหา สำคัญมากกว่านั้น พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย คงไม่มีหนทางจับมือรวมกันจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะแนวทางและจุดยืนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าวว่า พรรคเพื่อไทยเคยยื่นเงื่อนไขไปถึงพรรคการเมืองเก่าแก่ ขอจับมือจัดตั้งรัฐบาลสองพรรค ภายหลังการเลือกตั้ง โดยจะยอมให้ “นายชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ เพราะเชื่อว่า คะแนนเสียงของ ส.ส.จะได้เกินครึ่ง แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ด้วยเกรงว่าจะตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของระบอบทักษิณ

นอกจากนี้นายสุเทพ ยังเชื่อว่า ด้วยคอนเนคชั่นและความสัมพันธ์ ที่มีต่อแกนนำพรรคต้นสังกัดเดิม จะโน้มน้าวให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองต่างๆ ปล่อยให้พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว

จึงไม่ใช้เรื่องแปลก ที่เริ่มมีข่าวเล็ดลอดออกมาเป็นระยะว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง นอกจากจะได้ ผู้นำคนเดิม เข้ามาควบคุมการบริหารประเทศ แล้วยังได้อดีตนายกฯ ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มานั่งเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคอยค้ำบัลลังก์ให้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่หัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ จำเป็นต้องเลือก โดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

***************

“เมืองสมุทร”