ไขปม “รัฐสภาใหม่” ใครถูก..ใครผิด?! ทำไมต้องขยายเวลาก่อสร้างถึง 3 ครั้ง

Blog Single

เจาะลึก .. ใครถูก .. ใครผิด .. ยืดเวลาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ “สัปปายะสภาสถาน” ที่ถูกกล่าวหา เลื่อนระยะเวลาในการก่อสร้างถึง 3 ครั้ง เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ที่เข้ามาดำเนินการ โดยไม่ดูสาเหตุ ข้อเท็จจริง ที่ต้องขยายเวลาในการก่อสร้างแต่ละครั้งว่า มีเหตุผลความจำเป็นอย่างไร บางส่วนรู้แล้ว แต่จงใจ “ตัดตอน” ไม่นำเสนอข้อมูล จงใจบิดเบือนไปต่าง ๆ นา ๆ มาตามดูข้อเท็จจริง ถึงการขอขยายระยะเวลาการก่อสร้าง แต่ละครั้งกันว่า มีเหตุ-มีผล หรือไม่...อย่างไร? จะได้ไม่ต้องโดนหลอกจากข้อมูลผิด ๆ กันอีกต่อไป

สำหรับเมกะโปรเจ็กต์ 1.2 หมื่นล้าน ... บ้านหลังใหม่ของผู้แทนรัฐสภา ที่ขณะนี้โครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว บนที่ดินราชพัสดุ 123 ไร่ ย่านเกียกกาย หลังมีการประมูลและทำสัญญา ระหว่าง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กับ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกกล่าวหาจาก “นักการเมือง” และ “สื่อบางสำนัก” ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ทั้งที่มีความพยายามอธิบาย ถึงสาเหตุของการขยายสัญญา ต่อสาธารณะหลายครั้งหลายหน

ว่ากันว่า...โปรเจ็กต์นี้ “ซิโน-ไทยฯ” ในฐานะผู้รับเหมา ได้แต่กล่องสร้างชื่อ เพราะเจ๊กอักเข้าเนื้อไปหลายพันล้านบาท

สาเหตุจาก “ต้นทุนก่อสร้าง” เพิ่มขึ้น รวมถึงการ “ขยายเวลางานก่อสร้าง” ถึง 3 ครั้ง เนื่องจากติดปัญหาส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างล่าช้า

แรกเริ่มเดิมที... สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะต้องส่งมอบพื้นที่ทั้งโครงการ จำนวน 123.26 ไร่ ให้แก่บริษัทที่ชนะการประมูล โดยจะทยอยส่งมอบให้ทั้งหมด 4 ครั้ง (ดูรูปภาพประกอบ) กล่าวคือ

ครั้งที่ 1 จำนวน 91.10 ไร่ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2556 ได้แก่ บริเวณบ้านพัก ร้อย.ม.(ลว) 1 ,ชุมชนตระกูลดิษฐ์ ,บ้านพัก ม.พัน 4 รอ. ,บ้านพัก พล.ม.2 รอ. ,บ้านพัก รร.ขส.ชส.ทบ. ,กองพันนักเรียน รร.ทบอ. ,ช่างกล/รรขส.ปส.ทบ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)

ครั้งที่ 2 จำนวน 0.40 ไร่ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2556 บริเวณพื้นที่ข้างเคียงชุมชนองค์การทอผ้า

ครั้งที่ 3 จำนวน 9.57 ไร่ ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2556 บริเวณ ร้อย.ขส.เรือ

ครั้งที่ 4 จำนวน 22.19 ไร่ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2557 บริเวณชุมชนองค์การทอผ้า ,บ้านพัก อท.ศอทท และโรงเรียนโยธินบูรณะ

โดยภาพรวมของแผนงาน “ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่” ในส่วนแรกที่สำคัญ จะเป็นส่วนของงานเสาเข็ม เจาะรับฐานราก อาคารงานเสาเข็ม กำแพงกันดินชั่วคราว และงานโครงสร้างชั้นใต้ดิน 2 ชั้นครึ่ง ซึ่งการที่จะเริ่มงานได้นั้น จะต้องได้รับการมอบพื้นที่ครบในครั้งที่ 3

ที่สำคัญคือ การส่งมอบในครั้งที่ 1 ต้องได้พื้นที่ครบ จำนวน 91.10 ไร่ เพื่อให้การทำงานเสาเข็ม เจาะรับฐานราก สามารถทำงานได้เต็มที่ นอกจากนี้ ในส่วนการส่งมอบพื้นที่ครั้งที่ 3 เพื่อให้งานระบบป้องกันดินพังทำได้สมบูรณ์

แต่จะพบว่า การส่งมอบพื้นที่ครั้งที่ 1 กลับมีการส่งมอบไม่ครบในคราวเดียวกัน มีการทยอยส่งมอบพื้นที่ถึง 4 ครั้ง จึงครบ 91.10 ไร่ โดยได้รับพื้นที่ครบในวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 ส่งมอบพื้นที่ ล่าช้ากว่ากำหนดสัญญา 384 วัน

ต่อมา มีการส่งมอบพื้นที่ครั้งที่ 2 จำนวน 0.40 ไร่ ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 ส่งมอบพื้นที่ ล่าช้ากว่ากำหนดสัญญา 296 วัน

และมีการส่งมอบพื้นที่ครั้งที่ 3 โดยไม่ได้ส่งมอบในคราวเดียวกัน แต่ทยอยส่งมอบเป็น 3 ครั้ง อีกเช่นกัน รวมเป็นจำนวน 9.57 ไร่ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 ส่งมอบพื้นที่ ล่าช้ากว่ากำหนดสัญญา 324 วัน

มาถึงตรงนี้ ...ก็มีปัญหาอีก เพราะการส่งมอบพื้นที่ครั้งที่ 3 จะมีการ “เจาะเสาเข็มฐานราก” ที่ตามสัญญาสำนักงานเลขาธิการฯ มีหน้าที่จะต้องหาสถานที่ให้ บมจ.ซิโน-ไทยฯ นำดินขุดไปกองเก็บ ซึ่งปรากฏว่า ส่วนของดินจากเสาเข็มเจาะ ปริมาณถึง 200,000 ลูกบาศก์เมตร กลับไม่มีที่นำไปกองเก็บ ทำให้การขนดินออก เป็นไปด้วยความล่าช้า

จากเหตุข้างต้น จึงทำให้ บมจ.ซิโน-ไทยฯ ขอขยายเวลาครั้งที่ 1 ไปอีก 417 วัน แต่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อนุมัติให้เพียง 387 วัน

การขยายสัญญา ครั้งที่ 2 เนื่องจากปัญหาดินขุดชั้นใต้ดิน ตามแผนงานก่อสร้างที่ บมจ.ซิโน-ไทยฯ เสนอขออนุมัติใช้งานจากสำนักงานเลขาธิการฯ อันถือถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสัญญา ซึ่งสำนักงานเลขาธิการฯ เห็นชอบในแผน  มีแผนงานการขุดและขนย้ายดิน จำนวน 950,000 ลูกบาศก์เมตรของงาน ขุดชั้นใต้ดินให้แล้วเสร็จภายใน 251 วัน

แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น สำนักงานเลขาธิการฯ ไม่สามารถจัดหาพื้นที่ทิ้งดินในรัศมี 10 กิโลเมตร จากพื้นที่โครงการให้กับ บมจ.ซิโน-ไทยฯ ใช้ทิ้งดินได้ ทำให้ระยะเวลาที่ใช้ในการขุดดินและขนออกจริงต้องใช้เวลาถึง 862 วัน สุดท้ายถูกขนออกเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 บมจ.ซิโน-ไทยฯ ขอขยายเวลาไป 611 วัน แต่สำนักงานเลขาธิการฯ อนุมัติเพียง 421 วัน

การขยายสัญญา ครั้งที่ 3 จากปัญหาการส่งมอบพื้นที่ โรงเรียนโยธินบูรณะ ,ชุมชนทอผ้า และศูนย์สาธารณสุข 38 (กทม.) ตามสัญญาการส่งมอบพื้นที่ครั้งที่ 4 ที่กำหนดส่งมอบพื้นที่ในวันที่ 30 เมษายน 2557 แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อาคารโรงเรียนโยธินบูรณะ ที่สร้างทดแทนขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่โครงการฯ ไม่สามารถย้ายการเรียนการสอนได้ตามแผนในสัญญา

เมื่อโรงเรียนโยธินบูรณะ ย้ายออกจริงในเดือนเมษายน 2559 ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอม แต่เมื่อนักเรียนย้ายออกไปแล้ว ตัวอาคารเรียนเก่า เป็นภาระแก่สำนักงานเลขาธิการฯ ที่จะต้องจัดทาเรื่องขออนุญาตขายซากจากกรมธนารักษ์ ทำให้เสียเวลาในการรื้อถอนอาคารเรียน จากการขายซากอาคาร จึงมีการส่งมอบพื้นที่ให้ บมจ.ซิโน-ไทยฯ ได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 ล่าช้ากว่าแผนส่งมอบ 925 วัน แต่ บมจ.ซิโน-ไทยฯ ได้รับการขยายเวลาเพียง 674 วัน

จะเห็นได้ว่า การดำเนินการก่อสร้างที่มีปัญหาล่าช้านั้น เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือ

1. “ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่” ได้ตามแผนงาน แล้วจะให้ผู้ก่อสร้าง เข้าไปทำงานก่อสร้างได้อย่างไร เพราะหน้างานมีขนาดใหญ่ ต้องเข้าทำงานในพื้นที่พร้อมๆ กัน เช่นการขุดเจาะเสา การล้อมรั้วกันดิน รวมทั้งการจะต้องใช้พื้นที่เพื่อประกอบโครงหลังคาเหล็กขนาดใหญ่ ที่โรงงานจะต้องส่งมาประกอบหน้างาน แต่เมื่อไม่มีพื้นที่ เพราะไม่ยอมส่งมอบพื้นที่ จึงทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าตามมา

2. “ไม่มีพื้นที่พัก/ทิ้งดิน” โดยปริมาณดินขุดเจาะเสารับฐานราก และดินจากการขุดชั้นใต้ดิน ทั้งหมดรวมกันเกือบล้านลูกบาศก์เมตร กลับไม่มีพื้นที่พักดินที่ขุดออกมา ซึ่งดินที่ขุดออกมานั้นถือเป็นทรัพย์สินของทางราชการ ถือว่าตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ...กว่าจะใช้เวลาในการตัดสินใจในทางกฎหมาย ก็ใช้เวลายาวนานเช่นกัน

อันที่จริง กรณีการส่งมอบพื้นที่ของภาครัฐ ก็มักจะมีปัญหาตลอดมาทุกหน่วยงาน ยกตัวอย่างเช่น กรณีของที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในหลายๆ แปลง ที่ทำสัญญาพัฒนาพื้นที่กับเอกชน ก็ไม่สามารถจะไปเจรจาหรือขับไล่ผู้อยู่อาศัยเดิมได้ แม้จะพึ่งกระบวนการทางศาลสถิตย์ยุติธรรม ซึ่งกินระยะเวลาในการต่อสู้คดี แม้บางครั้งศาลยุติธรรม ได้พิพากษาออกมาแล้ว ก็ยังดื้อแพ่งไม่ปฏิบัติตามก็มี

กรณีการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ ก็เช่นเดียวกัน มีการไม่ส่งมอบพื้นที่ให้เข้าทำงาน กินระยะเวลายาวนาน ยืดเยื้อกว่า 3 ปี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นหน่วยงานราชการแทบทั้งสิ้น ทำไมจึงมีปัญหากับการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า น่าจะไปตั้งคำถามกับส่วนราชการเหล่านี้ว่า ทำไมจึงไม่ย้ายออกให้ตรงเวลา

จะไปไล่เบี้ย...ก็ต้องไปไล่เบี้ยเอากับส่วนราชการทั้งหลายแหล่ ที่อยู่ในอาณาบริเวณ โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ตรงเวลาตามที่ตกลงกันเอาไว้ เพราะบางที่ บางแห่ง ได้รับผลประโยชน์ ค่าตอบแทนในการย้ายไปจากงบประมาณแผ่นดิน มากกว่าจะมาตั้งคำถามกับ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และบริษัทผู้รับเหมา ใช่หรือไม่?

กรณีการจัดการปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่รองรับ ดินที่ขุดออกมาปริมาณมหาศาล เกิน 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่มีที่รองรับแล้ว ยังมีปัญหาข้อกฎหมาย ในการบริหารจัดการดินจำนวนนี้ เนื่องจากเป็นทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งมิได้มีแนวทางปฏิบัติเอาไว้อย่างชัดเจน ทำให้โครงการฯ ยิ่งล่าช้าไปอีก

จะมาอ้างข้างๆ คูๆ ว่า ก็รู้อยู่แล้วว่าจะมีการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ยังจะมาทำอีกทำไม... เห็นจะเป็นคำถาม ติ๊งต๊อง...หาเรื่องจนเกินงามไปหน่อยไหม?

มาจนบัดนี้ หากใครเดินทางสัญจรผ่านแยกเกียกกาย คงจะได้เห็น “อาคารรัฐสภาใหม่” เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง พอสมควรแล้ว ... เข้าใจว่า ความคืบหน้าเกินกว่า 50-60% ไปแล้ว ซึ่งผู้รับเหมาเอง คงไม่คิดประวิงเวลา ยื้อการก่อสร้างให้ล่าช้าออกไป หรือละทิ้งงานแต่อย่างใด ... ตรงกันข้าม ถึงแม้จะต้องขาดทุน ก็ต้องเร่งมือ “ทำงานแข่งกับเวลา” เพราะหากล่าช้าแม้เพียง 1 วัน ก็นับเป็นต้นทุนอักโข สูงถึง 7 หลัก ที่ต้องเสียไปในแต่ละวัน ทั้งค่าแรงงาน ค่าเครื่องจักรกล และอื่นๆ จิปาถะ จนรับเหมาโครงการ ตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ไปตามๆ กัน

กระนั้นความผิดพลาดของภาครัฐ ในการบริหารโครงการขนาดใหญ่ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คุ้นชินกันอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้น “สนามบินสุวรรณภูมิ” คงจะสร้างเสร็จไปตั้งแต่ 60-70 ปีก่อนแล้ว ?!

************************