เส้นทางการต่อสู้ “จะเด็ด เชาว์วิไล“อุดมการณ์เพื่อความเป็นธรรม

Blog Single

หากเอ่ยถึง “จะเด็จ เชาวน์วิไล” สิ่งที่พ่วงตามความคิดมาคือ ผู้ชาย ที่ทำงานเคลื่อนไหว ต่อสู้ความไม่เป็นธรรม เพื่อความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง และเนื้อในชีวิตของเขา  เกาะเกี่ยว การทำงาน อยู่กับขบวนการประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นขับเคลื่อนผู้หญิง

 จะเด็จ เชาวน์วิไลผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายหลังรับรางวัล “ผู้ชายแห่งปี 2561”  ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

การมองความสำเร็จ ผมอาจจะมองต่างจากคนอื่น อาจจะสุดขั้วนิดหนึ่ง ตัวตนของผมที่มายืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของความเก่งหรือความไม่เก่ง หรือความดีหรือความไม่ดี ผมเติบโตมากับผู้ใช้แรงงาน ผมเติบโตมากับผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่องความรุนแรง ฉะนั้นสิ่งที่สร้างเนื้อตัวเราคือจุดยืน อุดมคติ” “จะเด็จ” เปิดมุมความคิด  ที่ผลักดันให้เขาเข้ามาทำงานอย่างต่อเนื่อง จวบจนในปัจจุบัน

 อันนี้คือเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ว่าคนที่เห็นเรามาทุกวันนี้ หลายๆคนคิดว่าเราเก่งขึ้นมาด้วยตัวเอง มันไม่ใช่ ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้คนเติบโตขึ้น สังคมไทยยังมีความเชื่อในเรื่องของ “ฮีโร่” เชื่อว่าผู้นำเท่านั้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งผมไม่เชื่อวิธีคิดแบบนี้เพราะความสำเร็จผมเชื่อว่าถูกสร้างโดยขบวนการต่างๆที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง

 สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้ว่าเราโตมาแบบไหน และคนที่เห็นเรามันจะนำมาสู่ความเข้าใจว่าเรามีจุดยืนแบบไหน อันนี้จะเป็นจุดสำคัญมากว่าเวลาที่เราลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง มันจะนำไปสู่ความกล้าหาญทางอุดมการณ์ ความกล้าหาญทางจริยธรรมหลายเรื่อง หากเราไม่เข้าใจตรงนี้ เราก็จะไม่เข้าใจตัวเราเอง จนนำมาสู่การมีปัญหาในระยะยาวได้

ขณะเดียวกัน เขามองถึงการทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะการทำงานตรวจสอบนโยบายรัฐ  ว่า  ถ้าเราเห็นว่านโยบายบางอย่างไม่ถูกต้อง เราก็ต้องแสดงจุดยืนในสิ่งที่เราทำ เราต้องชัดเจน เพราะถ้าไม่ชัดเจนเราก็จะไปอยู่ในจุดยืนที่มีปัญหาได้ในฐานะที่เราเป็นนักพัฒนาและปัญญาชน ได้พัฒนานโยบายต่างๆที่รัฐผลักดันขึ้นมาผมไม่ได้มองว่านโยบายไม่สำคัญ สิ่งที่ผมเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเป็นกฎหมายลาคลอด 90 วัน หรือประกันสังคมในอดีตหรือจนถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าปัญญาชนอย่างเราไม่ลงไปสร้างความเข้มแข็งให้กับคนงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการทำงานและผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา หรือคนที่หลุดจากการพัฒนา นโยบายนั้นก็จะล้มเหลว

ขณะที่ ทรัพยากรบุคคลในการส่งไม้ต่อการทำงานขับเคลื่อนไปข้างหน้า เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการสร้างคนรุ่นใหม่ มาสานต่องาน “จะเด็จ” มองว่า นี้คือปมปัญหาใหญ่ของขบวนการทำงานประชาชน ณ ขณะนี้ ที่มิใช่แค่ในส่วนของเนื้องานผู้หญิง  “สิ่งที่สำคัญคือตอนนี้เรามีจุดอ่อน คือ เราไม่ค่อยเห็นคนรุ่นใหม่ๆออกมาขับเคลื่อนเท่าไหร่ เพราะอะไร เพราะว่าภาคประชาสังคมอย่างพวกเรา รวมทั้งวิพากษ์ตัวผมด้วย ว่า เราทำงานแบบพีระมิด คนรุ่นใหม่เขาไม่ได้อยากมีส่วนร่วมกับระบบองค์กรแบบพีระมิด มีการทำงานแบบระดับบนลงล่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำก็คือว่าเราต้องสร้างการทำงานแบบแนวระนาบ แบบแนวใหม่ ซึ่งให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสได้เติบโต ให้มีส่วนร่วมจริงๆจังๆ เพราะไม่อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นว่ามีผู้อาวุโสอยู่อีกไม่กี่คน ในการขับเคลื่อน”

สิ่งสำคัญคือการสร้างขบวนการ ขบวนผู้หญิง เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แล้วก็ต้องเชื่อว่ามันสามารถเชื่อมโยงประเด็นอื่นๆได้ และผมก็ได้พิสูจน์มาแล้วว่าทำได้จริง ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่ได้ทำคนเดียว คือเราเข้าไปสนับสนุนชาวบ้าน ไปเรียนรู้ร่วมกันอย่างกลุ่มผู้หญิงที่ จ.อำนาจเจริญ เขาสามารถลุกขึ้น ไปเสริมพลังเขามาทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ เพราะเขาเป็นเกษตรกร แต่ถูกใช้ความรุนแรงจากสามี ซึ่งเราก็ไม่ได้พูดเรื่องประเด็นความรุนแรงอย่างเดียว แต่เขาก็หันไปทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ ทำเรื่องสมุนไพรได้ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่ผู้หญิงเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในชุมชน

จุดยืนของเราไม่ผิดเพี้ยน จุดยืนเรายังรักษาอยู่ ดังนั้นตอนที่ออกมาทำองค์กรใหม่ เราคิดว่าสิ่งที่เรามองไปข้างหน้า คือเราจะทำงานเฉพาะกับผู้หญิงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องทำกับกลุ่มเพศทางเลือก กลุ่มผู้ชาย จุดที่เราต้องคิดอย่างนี้ก็เพราะว่า สถานการณ์ในสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว  ขณะที่อุดมการณ์ในการทำงานขององค์กรนั้น อันนี้ผมไม่ได้คิดคนเดียวนะครับ น้องๆรุ่นใหม่ๆในองค์ก็คิดเหมือนกันว่า ยังยืนยันที่จะทำงานกับคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม คนที่ยากจน คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผมก็คิดว่างานนโยบายเป็นงานที่สำคัญขององค์กร แต่ไม่ได้เป็นงานยุทธศาสตร์หลัก มากไปกว่านั้นคือ  จุดยืนของเราสำคัญ นั่นคือ เราต้องไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรม”