พรรคการเมืองหน้าใหม่กับความท้าทาย (2) : สืบทอดอำนาจ จริงหรือเก๊...

Blog Single

ในวันแรกของการแห่ไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองใหม่ เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2561 ที่ผ่านมานั้น มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะมีจำนวนมากมายถึง 30 พรรคด้วยกัน และเป็นพรรคที่ถูกจับตามอง มีพรรคใดจะเป็น “พรรคเฉพาะกิจ” ในการที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นพรรคการเมืองที่ต้องการจะ “สืบทอดอำนาจ”

ทั้งนี้ หลัง กกต.ปิดทำการจดแจ้งชื่อพรรคการเมืองวันแรก สรุปมีกลุ่มการเมือง เข้าแจ้งชื่อทั้งหมด 42 กลุ่ม ได้แก่ 1.พรรคพลังชาติไทย 2.พรรคประชาไทย 3.พรรคพลังประชารัฐ 4.พรรคประชาชนปฏิรูป 5.พรรคสังคมประชาธิปไตยประชาชน 6.พรรคประชาชาติ 7.พรรคชาวนาไทย 8.พรรคพัฒนาไทย 9.พรรคเครือข่ายประชาชนไทย 10.พรรคเศรษฐกิจใหม่ 11.พรรคพลังพลเมืองไทย 12.พรรคพลังธรรมใหม่ 13.พรรคไทยเอกภาพ 14.พรรคประชาภิวัฒน์ 15.พรรคสหประชาไทย 16.พรรคทางเลือกใหม่ 17.พรรคชาติพันธุ์ไทย 18.พรรครักษ์แผ่นดินไทย 19.พรรคแผ่นดินธรรม 20.พรรคเพื่อชาติไทย 21.พรรคกรีน 22.พรรคประชานิยม 23.พรรคพลังสยาม 24.พรรคสยามธิปัตย์ 25.พรรคของประชาชน 26.พรรคพลังอีสาน 27.พรรครวมใจไทย 28.พรรคไทยศรีวิไลย์ 29.พรรคประชามติ 30.พรรคพลังไทยยุคใหม่ 31.พรรคไทยรุ่งเรือง 32.พรรคเพื่อสตรีไทย 33.พรรครากแก้วไทย 34.พรรคน้ำใจไทย 35.พรรคไทยเสรีประชาธิปไตย 36.พรรคคนสร้างชาติ 37.พรรครวมไทยใหม่ 38.พรรคสามัญชน 39.พรรคสยามไทยแลนด์ 40.พรรคปฏิรูปประเทศไทย 41.พรรคเห็นแก่ตัว และ 42.พรรคภาคีเครือข่ายไทย

ที่น่าจับตามองเป็นพรรคแรก ๆ ที่มีท่าทีประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุน ผู้นำ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องไปอีกนั้น จะพบว่ามี

1.พรรคพลังชาติไทย ที่มี “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ หรือ “อดีตทีมงาน คสช.” เป็นว่าที่หัวหน้าพรรค “สายเขียว!” หมายมั่นเป็นกองหนุนให้ “พล.อ.ประยุทธ์”

2.พรรคประชาชนปฏิรูป ที่มี “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” อดีตกลุ่ม 40 ส.ว. เป็นตัวตั้งตัวตี ก็ประกาศตัวชัดเจนว่า ต้องการสนับสนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ คนนอก พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นพรรคเฉพาะกิจ หรือ นอมินีของ คสช.

3.พรรคเพื่อชาติไทย ของนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยา “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ผู้มีบทบาทสำคัญในการทำรัฐประหารเมื่อปี 2534 ก็ประกาศตั้งพรรคใหม่ ที่จะเชื่อมประสานระหว่าง “ฝ่ายปฏิวัติ” กับ “ฝ่ายประชาธิปไตย” เพื่อการปกครองใหม่ที่ถูกต้อง และแน่นอนว่า พรรคนี้ก็ไม่ปฏิเสธที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

4.พรรคพลังประชารัฐ มี นายชวน ชูจันทร์ ประธานประชาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม เป็นผู้ขับเคลื่อนในการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ประกาศตัวชัดเจนว่าจะมี บุคคลระดับรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. เป็นหัวหน้าพรรค เพื่อผลักดันพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไป ระหว่างนี้กำลังหารือกันว่าจะขอให้พล.อ.ประยุทธ์ มารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค เพื่อตัดประเด็นปัญหาที่ถูกวิจารณ์ว่าจะเข้ามาเป็นนายกฯคนนอก อีกทั้งเพื่อแสดงตัวชัดเจนว่าเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองและได้เข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง ทั้งนี้ นโยบายจะสานต่อการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เกี่ยวกับการเดินหน้าโครงการประชารัฐ

ส่วนอีกพรรคยังไม่ไปจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง นั่นคือ “พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่มีแกนนำอย่าง นายธานี เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาประกาศจับจองชื่อ ให้เหตุผลในการจัดตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย ที่สำคัญสุด คือ ยืนยันว่า เราต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ซึ่งการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น สุ่มเสี่ยงกับข้อครรหาว่า “ตระบัตย์สัตย์” เนื่องจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยประกาศบนเวที กปปส. ว่าจะไม่เล่นการเมืองอีก ดังนั้นนายธานี จึงออกมาประกาศให้ชัดเจนว่า นายสุเทพ ตั้งใจจะเป็นเพียงสมาชิกพรรคเท่านั้น ไม่รับตำแหน่งอื่นใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะสนใจจะดูแลประเทศชาติ อยู่เฉยๆ ไม่ได้ จะไม่ลง ส.ส . ไม่เป็นกรรมการบริหารพรรค ไม่มีตำแหน่งใน ครม. และรัฐบาลทั้งสิ้น ส่วนที่นายสุเทพ ประกาศจะหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกครั้งหนึ่งนั้น นายธานี อ้างว่า ประกาศได้ แต่ขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเวลามันก็เปลี่ยนไปได้

อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองใหม่ที่ประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องอีกนั้น ยังดูว่าจะห่างไกลจากความเป็นจริง ที่จะเป็นพรรคขนาดใหญ่ดังเช่นที่เคยมีอยู่ได้ อาจจะเป็นพรรคการเมืองที่ได้เปรียบจากกติกาการเลือกตั้งในฐานะ “พรรคเล็ก” ที่จะได้คะแนน ส.ส. ในระบบสัดส่วนผสม บ้างเท่านั้นเอง

ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคการเมืองเก่า (แก่) ที่มีขนาดใหญ่ ส่งอดีต ส.ส.ออกมาประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า ยินยอมพร้อมใจจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเทียบกับการจะไปสนับสนุนคนจาก “ระบอบทักษิณ” ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

การประกาศจากคนของพรรคประชาธิปัตย์ ส่งผลให้กระแสการจัดตั้งพรรคใหม่ เพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องแบบนี้ อาจจะส่งผลให้พรรคการเมืองเฉพาะกิจ ที่ประกาศตัวว่าจัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ไฉไลอย่างที่คิดเสียแล้ว

ในอดีต พรรคประชาธิปัตย์ เคยมีบทบาทสนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก รวมถึง 3 สมัยอย่างจ่อเนื่อง ระหว่างปี 2523-2531 โดยสามารถครองตำแหน่งนายกฯ นานกว่า 8 ปี 5 เดือน

สมัยที่ 1 : คณะรัฐมนตรี คณะที่ 42: 3 มีนาคม 2523 - 29 เมษายน 2526 สภาผู้แทนและวุฒิสภา โหวต พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ 395 เสียงจาก 496 เสียง ประชาธิปัตย์ ร่วมรัฐบาลกับ กิจสังคม ชาติไทย ชาติประชาชน สยามประชาธิปไตย รัฐบาลชุดนี้สิ้นสุดลงภายหลังการยุบสภา ในวันที่ 19 มีนาคม 2526 เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบกับการเสนอให้ยืดอายุการใช้บทเฉพาะกาลของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 มีการเลือกตั้งในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2526

สมัยที่ 2 : คณะรัฐมนตรี คณะที่ 43: 30 เมษายน 2526 - 4 สิงหาคม 2529 พรรคกิจสังคมชนะเลือกตั้ง 18 เม.ย.2526 (92 ที่นั่ง) แต่ มรว.คึกฤทธิ์ หัวหน้าพรรค กลับไม่ได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาหลังการเลือกตั้ง มีการย้ายพรรคของ ส"ส. กระทั่ง พรรคชาติไทย ที่เดิมมี สส. 73 ที่นั่งกลายเป็นมี สส.มากที่สุด 108 ที่นั่ง แต่พรรคกิจสังคม ที่ต่อมามี 101 ที่นั่งได้ร่วมกับ พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุน พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ พรรคชาติไทย ที่มี สส.มากที่สุดต้องกลายเป็นพรรคฝ่ายค้าน รัฐบาลชุดนี้สิ้นสุดลงภายหลังการยุบสภา ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2529 เนื่องจากรัฐบาลแพ้เสียงในสภา ในการออกพระราชกำหนดการขนส่งทางบก

สมัยที่ 3 : คณะรัฐมนตรี คณะที่ 44: 5 สิงหาคม 2529 - 3 สิงหาคม 2531 รัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง 27 ก.ค.2529 ปชป. (100 ที่นั่ง) ร่วมกับชาติไทย (63 ที่นั่ง) กิจสังคม (51 ที่นั่ง) และราษฎร (18 ที่นั่ง) สนับสนุน พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องมาจากไม่มีหัวหน้าพรรคใด มีเสียงสนับสนุนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มากพอ รัฐบาลชุดนี้สิ้นสุดลงภายหลังการยุบสภา ในวันที่ 29 เมษายน 2531 เนื่องจากเกิดปัญหาขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์ เกิดกลุ่ม 10 มกรา ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นเอกเทศภายในพรรค กลุ่ม 10 มกรา ลงมติไม่สนับสนุนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ที่รัฐบาลเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา จนทำให้พระราชบัญญัติไม่ผ่านการเห็นชอบ พรรคประชาธิปัตย์แสดงความรับผิดชอบโดยการถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พลเอกเปรมจึงประกาศยุบสภา มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2531

เมื่อเป็นดังนี้จะพบว่า การแย่งชิงฐานเสียงกันเอง ของพรรคพวกเดียวกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเกิดใหม่เพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูว่าจะเบาบางลงไปด้วย เมื่อเมฆหมอกเบาบางลงจึงพอจะเห็นเค้าโครงยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดย

พื้นที่ภาคใต้ จะให้พรรคประชาธิปตย์ เป็นแกนนำทะลุทะลวงในพื้นที่ภาคใต้ ไล่มาจนรอยต่อภาคกลาง

ส่วนภาคกลาง มอบพื้นที่ให้พรรคชาติไทย เป็นหัวหอกทะลวงฟัน

พื้นที่ภาคตะวันออก มอบพื้นที่ให้ พรรคพลังชล เป็นหัวหอกทะลวงฟัน

พื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน มอบพื้นที่ให้ พรรคเก่า ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ หรือ กลุ่มการเมืองเก่า และพรรคใหม่ เข้าไปเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน   

หาก “ยุทธศาสตร์” ที่ใช้ "สมการทางการเมือง" ลงตัวได้แบบนี้ ไม่มีใครเบี้ยวใครอีกต่อไป เมื่อ...เสร็จศึกเลือกตั้ง ... ก็พอจะคาดเดาได้...คะแนนรวมเป็นผู้ใดที่จะเข้าวิน... อะไรจะเกิดขึ้น กับการเมืองไทย...หลังจากการเลือกตั้ง พรรคที่ตั้งใหม่จะมีบทบาทแค่ไหนในการจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง