พรรคการเมืองหน้าใหม่กับความท้าทาย : ย้อนอดีตพรรคเฉพาะกิจ(1)

Blog Single

หลังจากที่ บรรดานักการเมืองไทย เริ่มได้รับสัญญาณดี ต่างเริ่มลิงโลดใจ ออกอาการเหมือนกับ ปลากระดี่ได้น้ำ ในการที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เริ่ม “ไขก๊อก” ยอมให้ น้ำ ผ่านท่อต่าง ๆ ให้ดำเนินกิจกรรมบางประการได้ โดยขั้นแรกคือการยอมให้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ หลายฝ่ายล้วนจับตาว่าเหล่านี้ล้วนเป็น พรรคเฉพาะกิจ ดังเช่นอดีตที่ผ่านมา หรือไม่ เพียงใด 1morenews นำอดีตการเมืองไทยมาเรียบเรียง...

การจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่เริ่มต้นในเดือน มี.ค.2561 จะพบว่ามีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ คาดว่าจะมีมากเกินจำนวน 50 พรรคการเมือง เนื่องจากมีแรงจูงใจจากกติกาที่เอื้อให้มีการคิดคำนวณจำนวนที่นั่ง ส.ส. ในระบบสัดส่วนผสม บนฐานคะแนน 70,000 คะแนนจะได้ ที่นั่ง ส.ส. ในสภา 1 ที่นั่งนั่นเอง

ที่จริงกติกาในการจัดการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนผสม เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และของโลกใบนี้ แต่จุดมุ่งหมายนั้น กลับคิดแบบ “ล้าหลัง” นั่นคือการมุ่งทำให้ ระบบ และ โครงสร้างของ “พรรคการเมือง” อ่อนแอ และมีเป้าหมายชัดเจนคือ การเกิดพรรคเล็ก พรรคน้อย ขึ้นมาจำนวนมากมาย เพื่อใช้ระบบแย่งชิงเก้าอี้จากพรรคการเมืองใหญ่ ไม่ให้มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฏร ในลักษณะที่จะกุมคะแนนเสียงเกินครึ่ง เพื่อนำเสียง ส.ส.ของพรรคใหญ่ มากำหนดชะตากรรมประเทศแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ส่งผลให้เกิดผลเสียทั้งการใช้อำนาจฉ้อฉลเพื่อทุจริต ให้กับวงศ์วานว่านเครือ เหมือนอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป

ในโลกนี้อาจจะมีไม่กี่ประเทศ ที่ใช้ระบบการคิดคะแนนเลือกตั้ง อันสุดแสนพิศดาร เช่นนี้

จึงไม่แปลกที่จะมีพรรคการเมืองใหม่ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมาย ทั้งจาก “กลุ่มอำนาจเก่า” และ “กลุ่มอำนาจใหม่” ที่มองเห็นช่องว่าง รูโหว่ ของกติกาที่จะนำมาใช้ในการช่วงชิงความได้เปรียบบนสมรภูมิการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่คาดว่าจะเกิดในปี 2562

การเกิดพรรคการเมืองใหม่ พร้อมกับ วาทกรรม “พรรคเฉพาะกิจ” อันหมายถึงการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่ง ให้สืบทอดอำนาจในการบริหารประเทศต่อไปได้ บทเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีให้เห็นในหลายุคหลายสมัย ที่ควรจะย้อนไปติดตาม

1.พรรคเสรีมนังคศิลา ก่อตั้งเมื่อ 29 ก.ย.2498 ถือว่าเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกในประเทศไทย หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2498 เปิดให้ตั้งพรรคการเมืองได้ครั้งแรก และนับว่าเป็น ‘พรรคทหาร’ พรรคแรกของการเมืองไทย มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคคือ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ขณะที่รองหัวหน้าพรรค ได้แก่ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์, พลตรีประภาส จารุเสถียร ชนะการเลือกตั้ง ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘การเลือกตั้งสกปรกในประวัติศาสตร์’

ผลการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร พรรคเสรีมนังคศิลาได้รับเลือกตั้งมาทั้งหมด 6 คน และผลรวมทั้งประเทศได้ 83 คน จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 160 คน แต่ผลการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลกลับไม่เป็นที่ยอมรับได้จากประชาชน วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนทั่วไป ได้เดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งไปยังทำเนียบรัฐบาล มีการลดธงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยการเลือกตั้ง

เหตุการณ์บานปลายต่อเนื่องจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และกลุ่มทหารของจอมพล ป. และกลุ่มตำรวจของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จนกลายเป็นการรัฐประหารในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500 ทางพรรคได้ถูกยุบรวมเข้ากับ พรรคชาติสังคม ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารของจอมพล สฤษดิ์ และกลุ่มทหารของจอมพล ป. และกลุ่มตำรวจของ พล.ต.อ.เผ่า บานปลายกลายเป็นการรัฐประหารในวันที่ 16 ก.ย.2500 นำโดย จอมพลสฤษดิ์

2. พรรคสหภูมิ ก่อตั้งในปี 2500 มีนายสุกิจ นิมมานเหมินท์ อดีต ส.ส. พรรคเสรีมนังคศิลา ที่ได้ลาออกมาเป็นหัวหน้าพรรค ได้รับการสนับสนุนจาก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น หลังยึดอำนาจก็หนุนให้ ‘พจน์ สารสิน’ เป็นนายกฯ เมื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ปรากฏว่าได้เสียงไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จอมพลสฤษดิ์ จึงตัดสินใจยุบพรรคเสรีมนังคศิลา รวมพรรคสหภูมิ เกิดใหม่เป็น “พรรคชาติสังคม”

3.พรรคชาติสังคม มี จอมพลสฤษดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค โดยมี พล.ท.ถนอม กิตติขจร, นายสุกิจ นิมมานเหมินท์ เป็นรองหัวหน้าพรรค และมี พล.ท.ประภาส จารุเสถียร เป็นเลขาธิการพรรค แต่เลือกตั้งเมื่อปลายปี 2500 พรรคชาติสังคมไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลแบบได้เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงต้องจับมือกับพรรคการเมืองอื่น ตั้งรัฐบาลผสมดันให้ พล.ท.ถนอม เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ม.ค.2501 แต่การบริหารบ้านเมืองมีความยากลำบาก จอมพลสฤษดิ์ ทำรัฐประหารซ้ำอีกครั้ง พรรคชาติสังคมก็ไม่มีบทบาททางการเมืองอีกต่อไป แต่คราวนี้ จอมพลสฤษดิ์ นั่งเป็นนายกฯ เอง และเมื่อเขาเสียชีวิต จอมพลถนอม ก็ขึ้นเป็นนายกต่อ

4.พรรคสหประชาไทย เกิดขึ้นในปี 2511 จอมพลถนอม ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกับมีพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2511 ออกมาบังคับใช้ จึงได้ก่อตั้งพรรคนี้ขึ้นมา และเป็นหัวหน้าพรรคเอง มีจอมพลประภาส จารุเสถียร,  พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ และนายพจน์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นรองหัวหน้าพรรค โดยมี พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรค แต่ก็เกิดความวุ่นวายในปี 2514 จอมพลถนอม ประกาศยึดอำนาจตัวเอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกพรรคการเมือง สั่งห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน จึงเป็นการปิดฉากพรรคสหประชาไทย

5.พรรคเอกภาพ ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 จากการเปลี่ยนชื่อจากพรรครวมไทย โดยได้ยุบรวมพรรคการเมืองขนาดเล็ก จำนวน 3 พรรค คือ พรรคกิจประชาคม ของนายบุญชู โรจนเสถียร พรรคก้าวหน้า ของนายอุทัย พิมพ์ใจชน และพรรคประชาชน ของนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ เข้ามารวมกับพรรครวมไทยและมี ส.ส.จากการรวมตัวในครั้งนี้จำนวน 61 คน และถือเป็นพรรคใหญ่อันดับ 2 ในสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น

ในช่วงแรกของการจัดตั้งพรรค ได้มีการมอบหมายให้ ณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรครวมไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก และมี เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งมีจำนวน ส.ส.เป็นอันดับ 2 เป็นเลขาธิการพรรคคนแรกอีกด้วย โดยภายหลังจากการรวมพรรคกันไม่นาน พรรคก็เข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เมื่อได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นสมัยที่ 2

ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป มีนาคม พ.ศ. 2535 นายณรงค์ และนายเฉลิมพันธ์ พร้อมด้วยสมาชิกจำนวนหนึ่งได้ลาออกจากพรรค และย้ายไปอยู่กับพรรคสามัคคีธรรม ส่งผลให้พรรคเอกภาพกลับมาเป็นพรรคขนาดเล็กอีกครั้ง 

ต่อมานายอุทัย พิมพ์ใจชน ได้รื้อฟื้นพรรคขึ้นมา จนกระทั่งก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2544 สมาชิกพรรคเอกภาพ ได้ลาออกไปร่วมงานการเมืองกับพรรคไทยรักไทยเกือบทั้งหมด จนเป็นเหตุให้พรรคเอกภาพหมดบทบาททางการเมืองลงไป

6.พรรคปวงชนชาวไทย พรรคการเมืองของไทยในอดีต มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2531 โดยได้ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค ในการเลือกตั้ง 24 กรกฎาคม พ.ศ.2531 พรรคปวงชนชาวไทยได้ ส.ส. เข้าสภาทั้งสิ้น 17 คน นำโดย พล.อ.อาทิตย์ ผู้เป็นหัวหน้าพรรคจากเขต 1 จังหวัดเลย ซึ่งนับเป็นการลงเลือกตั้งครั้งแรกของ พล.อ.อาทิตย์

ต่อมาในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2535 พล.อ.อาทิตย์ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคปวงชนชาวไทย และย้ายไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคสามัคคีธรรม พร้อมกับรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคสามัคคีธรรม ทำให้พรรคปวงชนชาวไทยกลับมาเป็นพรรคขนาดเล็กอีกครั้ง โดยในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 ทางพรรคได้ทำการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และได้ พ.อ.(พิเศษ) พล เริงประเสริฐวิทย์ อดีตหัวหน้าพรรคสยามประชาธิปไตย เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ในการเลือกตั้ง 22 มีนาคม พ.ศ.2535 หรือ 35/1 พรรคปวงชนชาวไทยได้ ส.ส. เข้าสภาเพียงคนเดียวคือ พ.อ.(พิเศษ) พล จากเขต 1 จังหวัดอุทัยธานี และสิ้นสุดบทบาทของพรรค โดยการเปลี่ยนชื่อไปเป็นพรรคชาติพัฒนา

7.พรรคสามัคคีธรรม เกิดขึ้นในปี 2535 หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดยมี นายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค แต่ไม่ได้เป็นนายกฯ เนื่องจากมีการระบุว่าเขาถูกแบล็กลิสต์จากสหรัฐฯ จึงผลักดัน พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ ภายใต้วาทกรรม ‘เสียสัตย์เพื่อชาติ’ จนเป็นที่มาของเหตุการณ์ ‘พฤษภาทมิฬ’ ปี 2535 ในที่สุด

8.พรรคเพื่อแผ่นดิน ตั้งขึ้นในปี 2550 โดยมีนายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นหัวหน้าพรรค ,นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย, นายพินิจ จารุสมบัติ, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ร่วมก่อตั้ง ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเป็นพรรคที่ทหารให้การสนับสนุน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง เพราะพรรคพลังประชาชนชน ที่นำโดย นายสมัคร สุนทรเวช ชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาลและพรรคนี้ก็เข้าร่วมรัฐบาลด้วย

9.พรรคมาตุภูมิ ก่อตั้งในช่วงปลายปี 2551 โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร "คมช." เมื่อปี 2549 นั่งเก้าอี้เป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการจัดตั้งพรรคการเมืองเฉพาะกิจ ขึ้นมาเพื่อเป็นฐานรองรับให้กับบุคคล กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องการสืบทอดอำนาจทางการเมือง แต่ก็จะพบว่าล้วนไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใดทั้งสิ้น ส่งผลให้สุดท้ายแล้วพรรคการเมืองเหล่านั้นก็ต้องล้มหายตายจากไปสาระบบทางการเมือง เพราะไร้ซึ่งการยึดโยงกับประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจ และ เป็นฐานสนับสนุนที่สำคัญที่สุด ในการทำงานทางการเมือง

อุบัติการณ์ของการเกิดพรรคการเมืองใหม่ 40-50 พรรค เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า พ.ศ.2562 ที่จะถึงนี้

จะเป็นลักษณะของการย้อนอดีตการเมืองไทยกลับไปในยุคเก่าอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ ?

เท่าที่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามพรรคและบุคคลที่ไปจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมือง ล้วนแต่ยังห่างไกลกับคำว่า “สถาบันทางการเมือง” หรือไม่

ที่สำคัญคือจะแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางการเมือง ใช้คะแนนเสียงเกินครึ่งของรัฐสภา ผูกขาดอำนาจ ไว้ที่คนกลุ่มเดียว กลไกตรวจสอบล่มสลาย ระบบถ่วงดุลอำนาจใช้ไม่เป็นผล ส่งผลให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองลุกลามขยายใหญ่โต จะแก้ไขได้จริงหรือไม่

ติดตามตอนต่อไป...

********************