พ่อครับ....ผมเป็นตุ๊ด!!! เรื่องที่พ่อแม่ควรรู้

Blog Single

“นกยูง” ชายวัยกลางคน เล่าถึงอดีตของเขาที่กว่าจะฝ่าฟันให้พ่อและครอบครัวยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเขา “นกยูง” บอกว่า ในวันนั้นที่ตนระเบิดลงไปคิดว่าจะต้องโดนพ่อไล่ออกจากบ้านแน่ ผิดคาดกลับกลายเป็นเรื่องที่ดี พ่อ แม่ พี่น้องเข้าใจเขามากขึ้นนครอบครัวหันกลับมาพูดคุยเหมือนเดิม แต่พ่อบอกว่าจะเป็นอะไรก็เป็นไป แต่ขออย่างเดียวคือ อย่าแต่งหญิงเวลาที่อยู่ในบ้านหรือให้คนในซอยเห็นเป็นพอ

 “นกยูง” บอกว่า เด็กยุคนี้โชคดีกว่ายุคพวกเขามาก เพราะสังคมเปิดกว้าง พ่อ แม่ ครอบครัวมีความเข้าใจและยอมรับเพศที่สามมากขึ้น ตนอยากจะบอกน้องๆที่เป็นเพศที่สามไม่ว่าจะเป็นชาย หรือหญิง ขอให้คุณทำตัวให้ดี อย่าเกเร ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน ตนเชื่อว่าวันหนึ่งพ่อแม่จะต้องมาข้ามเรื่องเพศของลูกไปได้ ส่วนคนที่เป็นพ่อเป็นว่า ตนอยากจะบอกว่า ในโลกนี้ไม่มีใครอยากจะเกิดมาผิดเพศหรอก แต่เมื่อจิตใจมันเป็นไปแล้ว ขอให้ท่านเข้าใจลูก อย่าใช้ความรุนแรงเพื่อจะเปลี่ยนลูก หรืออย่าพยายามยัดเยียดให้ลูกมีครอบครัว เพราะคนที่รับกรรมคือ ผู้หญิงที่จะมาแต่งงานด้วย

แม้ว่าสังคมจะให้การยอมรับเพศที่สามมากขึ้น แต่สำหรับบางครอครัวที่เข้มงวด อยู่ในกรอบสังคมที่มีหน้ามีตา ที่ไม่สามารถยอมรับความเป็นเพศที่สามของลูกได้ แน่นอนว่าลูกที่เป็นเพศที่สามย่อมจะมีความเครียด และจะทำอย่างไรให้พ่อแม่ยอมรับได้ พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ มีข้อแนะนำให้น้องๆที่เป็นเพศที่สามและพ่อแม่ร่วมรับฟังและเปิดใจเพื่อความสุขของทั้งสองฝ่ายไว้ว่า กรณีที่หญิงเป็นชาย พ่อแม่จะไม่ค่อยมีปัญหาเท่า ชายเป็นหญิง ส่วนใหญ่พ่อแม่ที่พาลูกเข้ามาปรึกษาที่สถาบันฯส่วนมากจะเป็นกรณีชายเป็นหญิง เมื่อพ่อแม่สังเกตเห็นอาการกระตุ้งกระติ้งของลูกก็จะรีบพามาหาหมอเพื่อถามว่าหมอจะรักษาให้ลูกเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือ ส่วนเด็กโตหรือคนทำงานที่หมาหาหมอส่วนมากมาเพื่อที่จะรู้ว่า สิ่งที่ตนเป็นนั้นเป็นเรื่องจริง

สำหรับเด็กชายที่มีใจเป็นหญิง ถ้ามาในรูปที่แต่งหญิงมาเลยการพูดคุยกับพ่อแม่จะง่าย หมอจะรู้ทันทีว่าเขาเป็นด้วยจิตใจจริงๆ ปัญหาของเพศที่สามจะเกิดขึ้นเมื่อ เขาไม่สามารถบอกพ่อแม่ถึงตัวตนที่แท้จริงของตนได้ โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวที่เข้มงวด หรือครอบครัวที่มีความคาดหวังจากลูกสูง

ในเด็กกลุ่มนี้จะรู้สึกว่าตนเองเกิดมาผิดเพศ สิ่งที่หมออยากจะแนะนำกับพ่อแม่คือ เมื่อลูกบอกว่าเขาเป็นตุ๊ดหรือเพศที่สามมา สิ่งแรกที่พ่อแม่ควรทำคือ ต้องรับฟัง ปรับกิริยา และใช้วาจาให้เหมาะสม และให้คิดเสียลูกเป็นผู้ชายที่เรียบร้อยก็ได้ ซึ่งลูกจะต้องเข้าใจว่า การที่ให้ให้พ่อแม่ยอมรับตัวตนของเราอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง

ส่วนลูก ควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม เราอาจไม่จำเป็นต้องแสดงเป็นผู้ชายที่เข้มแข็ง แต่เราเป็นผู้ชายที่เรียบร้อยได้ ถ้าเป็นนักเรียนต้องอยู่ในกฎระเบียบของโรงเรียน ไม่ใช่ทาปากสีชมพูไปโรงเรียน หรือแสดงอาการกรี๊ดกร๊าด อาจสรุปได้ว่า วางตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะและสถานที่ เป็นเด็กดีไม่มีพฤติกรรมที่ก่อปัญหาหรือติดยาเสพติดและอยู่ในขอบเขตที่สังคมรับได้ ซึ่งหากพ่อแม่สามารถยอมรับพฤติกรรมที่เหมาะสมของเราได้ การพูดคุยในเรื่องอื่นๆจะง่ายขึ้น ความกดดันก็จะลงน้อยลงตามไปด้วย

สิ่งที่หมอจะแนะนำหให้กับพ่อแม่ คือ ให้พ่อแม่รับรู้ว่า สิ่งที่เด็กทำเป็นจุดดีของลูก เป็นเด็กดี รักษาหน้าที่ของตนเองได้ดี และยังคงรักษาความเป็นตัวของตัวเด็กได้ ในกลุ่มนี้ส่วนมากไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากมาย

แต่กลุ่มที่เป็นปัญหาคือกลุ่มที่โตเร็ว ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงชอบมองเพศเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นจริงหรือเปล่า และถ้าใช่จะต้องทำตัวเองอย่างไร ซึ่ถ้ายอมรับตัวเองได้ปัญหาจะหมดไป แต่ถ้ายอมรับไม่ได้ ต้องมาดูว่าคนเหล่านี้เกิดความผิดปกติอะไร จะเป็นเรื่องของโครโมโซมที่ผิดปกติหรือไม่ แต่เคสแบบนี้จะเจอยากมาก

“สิ่งที่หมอจะบอกกับเด็กคือ ต้องวางตัวให้เหมาะสม ให้สังคมรับได้ และต้องรู้จักป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และอยากจะบอกว่าเรื่องนี้ในทางการแพทย์ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติทางจิต ถือว่าเป็นรสนิยมส่วนตัว ส่วนคนที่ประสบปัญหามากอาจมีความเครียด ที่เสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้หมอจะรักษาตามอาการที่เพิ่มขึ้น”

ดังนั้นการที่เด็กและครอบครัวเข้ามาปรึกษาหรือพูดคุยกับจิตแพทย์เรื่องเพศที่สามคนในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร คนที่มาไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วยทางจิต แต่การพูดคุยเป็นการหาทางออกที่เหมาะสมให้กับพ่อแม่และลูก