STCเผย “ประชาชน 74.32% เชื่อคดีล่าเสือดำเป็นมวยล้มต้มคนดู”

Blog Single

เผยผลสำรวจประชาชนร้อยละ 70 เชื่อว่าคดีล่าเสือดำเป็นมวยล้มต้มคนดูไม่สามารถนำมาลงโทษได้ และหวั่นเจ้าหน้าที่ที่จับกุมจะได้รับผลกระทบตามมา

ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจ “ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อข่าวการจับกุมผู้ที่มีพฤติกรรมลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนกับการเอาผิดทางกฎหมายและการลงโทษทางสังคม” สำรวจระหว่างวันที่ 14 ถึง 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,211 คนจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นเพศหญิงร้อยละ 50.54 และเพศชายร้อยละ 49.46 สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีการจับกุมผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ลักลอบฝ่าฝืนเข้าไปล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่านั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 46.82 ระบุว่าตนเองให้ความสนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการจับกุมผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดใหญ่พร้อมพวกในกรณีฝ่าฝืน/ลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าบ้าง ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 31.46 ระบุว่าตนเองให้ความสนใจติดตามโดยละเอียด

ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 21.72 ยอมรับว่าไม่ได้ให้ความสนใจติดตามเลย อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างเกือบสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 74.32 รู้สึกกังวลว่าคดีการจับกุมผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดใหญ่พร้อมพวกในกรณีฝ่าฝืน/ลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าถึงที่สุดจะกลายเป็น “มวยล้มต้มคนดู” ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.91 กังวลว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าทำการจับกุมในคดีผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดใหญ่พร้อมพวกฝ่าฝืน/ลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าจะได้รับผลกระทบ เช่น ถูกกลั่นแกล้ง ถูกข่มขู่ เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 71.84 มีความคิดเห็นว่าข่าวการจับกุมผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดใหญ่พร้อมพวกที่ฝ่าฝืน/ลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าจะส่งผลกับภาพลักษณ์องค์กรต่อสาธารณะของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่บริษัทนั้น ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.52 ไม่เห็นด้วยว่าการจับกุมผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดใหญ่พร้อมพวกที่ฝ่าฝืน/ลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าถือเป็นเรื่องส่วนตัวโดยไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาลในองค์กร

อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 69.61 ไม่เห็นด้วยกับการนำเอาผู้ที่เคยถูกจับกุมในคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนมารณรงค์เรื่องการปกป้องสัตว์ป่าสงวนให้กับสังคมหลังจากการได้รับโทษ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 77.13 มีความคิดเห็นว่าควรเอาผิดอย่างรุนแรงกับข้าราชการหรืออดีตข้าราชการที่มีส่วนช่วยประสานงานอำนวยความสะดวกให้ผู้มีฐานะทางสังคมลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่าสงวนในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าถึงแม้ข้าราชการหรืออดีตข้าราชการผู้นั้นไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 61.6 มีความคิดเห็นว่าการลงโทษทางสังคมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนจะส่งผลให้ผู้มีฐานะทางสังคมซึ่งมีพฤติกรรมชอบล่าสัตว์ป่าสงวนเกิดความเกรงกลัวได้มากกว่าการเอาผิดทางกฎหมาย