ต้องอ่าน! “พ.ร.ป.กกต.60” ฉบับเซ็ตซีโร่ ติดดาบ “กกต.” เพิ่มอำนาจคุมเลือกตั้ง

Blog Single

เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใต้ปีกการนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ประกาศจะทำตามสัญญา “นำพาประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย” สิ่งที่เกิดขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ “การเลือกตั้ง”

“คสช.” และ “แม่น้ำห้าสาย” ได้พยายามปรับเปลี่ยน “กติกาใหม่” ในขั้นตอนการยกร่างกฎหมายลูก 4 ฉบับ เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป

แม้สองในสี่ จะมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ได้แก่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงอีกสองฉบับล่าสุด ที่ยังติดเดดล็อก เพราะมีการทักท้วงในบางประเด็น จนอาจจำเป็นต้องตั้ง “กรรมาธิการสามฝ่าย” มาไขลานกันใหม่

เส้นทางที่ทอดยาวสู่โหมดเลือกตั้ง จึงไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หวัง !!!

มีปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนการยกร่างกฎหมายลูก เริ่มตั้งแต่ “พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560” ที่กว่าจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปได้ ก็แทบหืดขึ้นคอ เพราะเจ้าของกฎหมายอย่าง “กกต.ชุดปัจจุบัน” มีความเห็นแย้งในบทบัญญัติบางมาตรา โดยเฉพาะปม “เซ็ตซีโร่ กกต.” รวมไปถึงเรื่อง “คุณสมบัติ” ของคณะกรรมการสรรหา และคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็น กกต. เพราะมองว่า จะก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติเมื่อมีการประกาศใช้

ทั้งนี้ “รัฐธรรมนูญปี 2560” กำหนดว่า ถ้าหน่วยงานเจ้าของกฎหมายเห็นแย้ง ก็จำเป็นต้องมีการตั้ง “กรรมาธิการสามฝ่าย” อันประกอบด้วย กกต. ตัวแทนจาก สนช. และตัวแทนจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะส่งให้ที่ประชุม สนช. ลงมติอีกรอบ

แต่ดูเหมือน ความเห็นแย้งของ กกต. จะไม่มีน้ำหนักพอ เพราะท้ายที่สุด “ที่ประชุม สนช.” ก็ลงมติเอกฉันท์ให้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 194 เสียง จากทั้งหมด 250 เสียง

...................

กดปุ่มรีเซ็ต “ห้าเสือ กกต.” สู่ “เจ็ดประจัญบาน”

หลังผ่านพ้นพิธีกรรมในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พลันเกิดเป็น “ข้อถกเถียง” กันหนักมาก เพราะ กกต.ชุดปัจจุบัน มองว่า กฎหมายฉบับนี้ “ไปลดทอนอำนาจ” แถม “กกต.ชุดปัจจุบัน” จะหลุดจากเก้าอี้ในทันที

ซึ่งเป็นไปตามบทเฉพาะกาล “มาตรา 70” ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ของ สนช. ได้ทำการแก้ไข จนทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันควันออกหู มีเนื้อหาระบุว่า “ให้ประธาน กกต. และ กกต.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธาน กกต. และกรรมการ กกต.ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่”

ขณะเดียวกัน ได้ให้ กกต.ที่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไป มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่ได้รับอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.ป.ฉบับนี้ใช้บังคับ และให้มีสิทธิ “ได้รับบำเหน็จ” โดยให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะลาออก โดยให้คำนวณระยะเวลาตั้งแต่วันที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จนถึงวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

 

สรรหา กกต.ใหม่สเปกสูงขั้นเทพ

นอกเหนือไปจากปมเซ็ตซีโร่ กกต.ชุดเดิมแล้ว สาระสำคัญในกฎหมายลูกฉบับนี้ ยังมีอยู่หลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ การสรรหาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต.นั้น มาตรา 11 ได้กำหนดให้กรรมการสรรหาต้องมีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต มีความเข้าใจในภารกิจของ กกต. และไม่มีพฤติการณ์ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

โดยในขั้นตอนการสรรหา ให้เพิ่มจำนวน กกต.ชุดใหม่ เป็น 7 คน และให้อยู่ในตำแหน่งเพียงวาระเดียว

พร้อมกันนี้ ได้มีการแก้ไขคุณสมบัติของคนที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต. ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เช่น ไม่เคยทำผิดหรือมีเคยต้องโทษจำคุกเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นต้น

ขณะเดียวกัน คุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต. ภายใต้กฎหมายใหม่ เรียกได้ว่า “สูงกว่าเดิมมาก” เนื่องจากมีการเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับผู้สมัครลงไปว่า “ต้องมีคุณสมบัติในข้อใดข้อหนึ่ง” ดังต่อไปนี้

  • ต้องรับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ หรือตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ ไม่น้อยกว่า 5 ปี
     
  • ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์
     
  • เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 20 ปี
     
  • เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหารในระดับไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัดมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี
     
  • เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งตามที่กล่าวมาข้างต้นรวมกันไม่น้อยกว่า 10 ปี
     
  • เป็นผู้ทำงานหรือเคยทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการสรรหา “กกต.ชุดใหม่” ด่านแรกได้ผู้ที่มีความเหมาะสมแล้ว 5 ราย ส่วนอีก 2 ราย คัดเลือกมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อได้ “ว่าที่ กกต.” ครบทั้งเจ็ดคนแล้ว คิวต่อไปก็มาถึงขั้นตอนสอบประวัติ พลิกปูมหลัง ส่องคุณสมบัติ “เจ็ดประจันบาญ” โดย สนช.เตรียมใส่ตะแกรงร่อน ส่องดูแต่ละคน มีที่มาที่ไปอย่างไร รวมไปถึง “พฤติกรรมทางจริยธรรม” ว่ามีความเหมาะสมในการทำหน้าที่ “กกต.” หรือไม่

 

ยกเลิก “กกต.จังหวัด” ตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง

ในภาพรวม “อำนาจหน้าที่ของ กกต.” ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่มีบางเรื่องที่มีการกำหนดขึ้นใหม่ เช่น ในบทเฉพาะกาล มาตรา 74 ให้กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด พ้นจากตำแหน่ง แล้วให้ กกต. ตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดตามมาตรา 28 เพื่อทำหน้าที่เป็นตาสับปะรดให้กับ กกต.กลาง ในระหว่างการจัดเลือกตั้ง ส.ส. หรือการเลือก ส.ว. ซึ่งตามโครงสร้างใหม่ ผู้ตรวจการเลือกตั้งจะมาจากการคัดเลือกของ กกต. ตามภูมิลำเนาต่างๆ ในแต่ละจังหวัดไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 8 คน

กำหนดคุณสมบัติ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ต้องไม่เป็นข้าราชการ กรรมการ ที่ปรึกษา หรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง และที่สำคัญ “ต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย” กับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด

ส่วนอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้ง จะเน้นในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทำใดที่จะเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แล้วรายงานให้ “กกต.กลาง” ทราบ

 

ยุบใบแดง คงใบเหลือง เพิ่มใบส้ม

“ใบแดง-ใบเหลือง” เป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ กกต. มีตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งฉบับเดิมปี 2550 โดย “ใบเหลือง” ในภาษากฎหมายใช้คำว่า “สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่” ส่วน “ใบแดง” ในภาษากฎหมายใช้คำว่า “เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัคร”

แต่ในกฎหมายฉบับปัจจุบัน ได้ตัดเอาอำนาจ “เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” ของผู้สมัคร พ้นไปจาก กกต. แล้วนำไปไว้ในมือศาล แต่ยังคงอำนาจการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ รวมไปถึงสั่งระงับยับยั้งการดำเนินการเลือกตั้งได้ ในกรณีที่พบเห็นว่ามีการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำ ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เช่น ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีบุคคลดำเนินการด้านธุรกรรมทางการเงิน ผลิต หรือเตรียมการผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่อาจใช้ในการเลือกตั้งโดยไม่มีอำนาจ หรือใช้เงินหรืออิทธิพลคุกคามเพื่อให้คุณให้โทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เป็นต้น

ทั้งนี้ หาก กกต.พบการกระทำใดของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่เป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม กกต.สามารถ “สั่งระงับ ยับยั้ง” แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร แต่หากพบการกระทำดังกล่าวเป็นของ “บุคคลทั่วไป” ให้ กกต.แจ้งต่อเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

นอกจากนี้ ในกรณีที่พบการกระทำใดของบุคคลที่ “มีเหตุอันควรสงสัย” ว่าทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต ให้ กกต. แจก “ใบส้ม” หรือภาษาทางกฎหมายคือ “ระงับสิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครไว้เป็นการชั่วคราว (ไม่เกิน 1 ปี)” ทั้งนี้ อำนาจดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์ได้

 

อำนาจใหม่ กกต.ครอบจักรวาล

มาตรา 26 ได้กำหนดคุณสมบัติและหน้าที่ กกต.เอาไว้ว่า ต้องมีหน้าที่กำกับการเลือกตั้งให้เป็นสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องดำเนินการไต่สวนโดยทันทีหากพบเหตุกระทำผิด สามารถออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามกฎหมายได้ทันทีเพื่อจับกุมดำเนินเอาผิดในการเลือกตั้ง พร้อมรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดี ทั้งนี้ยังให้ กกต. มีอำนาจตามมาตรา 27 ด้วย นั่นก็คือ มีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ให้เหมาะสม

กฎหมายฉบับนี้ ยังกำหนดให้ต้องทำตามกฎหมายมาตรา 42 ให้ กกต.มีอำนาจสืบสวน ไต่สวน พร้อมกับสามารถแต่งตั้งเลขาธิการและพนักงาน กกต.ได้ ซึ่งจะต้องมีความเชี่ยวชาญประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวนอีกด้วย

นอกจากนี้ กกต. ยังมีอำนาจ “ระงับการเลือกตั้งได้ทันที” เป็นการชั่วคราว หากพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น และห้ามไม่ให้ กกต. เปิดเผยผู้แจ้งเบาะแสของการแจ้งเหตุทุจริตการเลือกตั้งอีกด้วย ไม่เช่นนั้นจะต้องมีโทษปรับ 1 แสนบาท และจำคุก 5 ปี ทั้งนี้หากพบว่ามีการขัดขวางการเลือกตั้ง จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

*****************

อ่าน พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 ฉบับเต็ม