เรื่องนี้ต้องถึง..บิ๊กตู่.. เมื่อ ผักผลไม้เปื้อนสารเคมีพิษ เมื่อไหร่จะจัดการได้

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ผัก ผลไม้ที่มีการวางขายในราคาที่สูงตามห้างสรรพสินค้า ที่ได้รับการการการันตีจากหน่วยงานภาครัฐว่า เป็นผัก ผลไม้ที่ปลอดสารเคมี หรือ พูดง่ายว่า ไม่มียากำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่ และยิ่งน่าเจ็บใจไปกว่านั้น ผัก ผลไม้บางชนิดถูกการันตีว่าเป็นเกษตรอินทรีย์แต่กลับพบว่ามีสารเคมีตกค้างไปซะงั้น ....

ประชาชนหลายคนยอมที่จ่ายเงินเพื่อซื้อผัก ผลไม้ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดทั่วไป เพื่อให้ได้ผัก ผลไม้ที่ปลอดภัย แต่เมื่อกลุ่มเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN) ตีฆ้องร้องป่าวให้ประชาชนได้รับทราบว่า ผัก ผลไม้บางยี่ห้อที่ได้การการันตีว่าปลอดภัยจากสารเคมี กลับมีสารเคมีตกค้างเช่นเดียวกับที่วางขยตามท้องตลาดทั่วไป

จากการสำรวจของกลุ่มเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไทยแพน) ในปีที่ผ่านมา พบว่า จากการเก็บตัวอย่างผัก และผลไม้จากทั่วประเทศจำนวน 150 ตัวอย่างเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเก็บตัวอย่างจากตลาดจำนวน 9 ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น ปทุมธานี ราชบุรี และสงขลา รวมทั้งจากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ 3 ห้าง และซุปเปอร์มาร์เก็ต 4 แห่ง มีผักยอดนิยม 5 ชนิด ได้แก่..ถั่วฝักยาว คะน้า พริกแดง กะเพรา และกะหล่ำปลี ,ผักพื้นบ้านยอดฮิต 5 ชนิด ได้แก่ ใบบัวบก ชะอม ตำลึง และสายบัว และผลไม้ 6 ชนิด ได้แก่ องุ่น แก้วมังกร มะละกอ กล้วย มะพร้าว สับปะรด พบว่าโดยภาพรวมมีสารพิษปนเปื้อนในผักและผลไม้เกินมาตรฐานถึง 46% แต่ก็ดีกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย

“แต่ที่น่าตกใจคือ ผลการตรวจพบ"พาราควอต"ตกค้างในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่างจาก 76 ตัวอย่างที่ส่งตรวจ รองลงมาคือ"ไกลโฟเซต" ตรวจพบ 6 ตัวอย่าง และ "อะทราซีน" 4 ตัวอย่าง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นเมื่อ โครงการรณรงค์ "กินเปลี่ยนโลก" มูลนิธิชีววิถี ออกมาบอกว่า มีการตรวจพบสารที่แบนและไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนแล้ว เช่น "เมทามิโดฟอส" ,"อีพีเอ็น" ,"คาร์โบฟูราน" และ "เมโทมิล" เข้ามาผสมปะปนอยู่อยู่ด้วย”

ด้าน นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN) กล่าวว่า สารเคมีทั้ง 4 ตัวนี้ ถูกขึ้นทะเบียนห้ามใช้มาตั้งแต่ปี 2554 แต่เมื่อปีที่ผ่านมา ทางเครือข่ายฯได้ทำการสุ่มตรวจ กับพบว่ามีสารทั้ง 4 นี้ตกค้างในผักผลไม้บ้างแต่ยังไม่มากเท่า"พาราควอต" ล"ไกลโฟเซต", "อะทราซีน" ถ้าถามว่ามีการลักลอบนำมาใช้ใช้หรือไม่ ตนคงต้องบอกว่ามีการลักลอบนำมาใช้แน่นอน แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าลักลอบมาใช้นานแค่ไหน เพราะปีที่ผ่านมาเราก็ตรวจพบ และมีการกระจายใช้อยู่ทั่วทุกภูมิภาค สามารถใช้ได้ทั้งแบบไม่ต้องผสมกับสารเคมีตัวอื่นก็ได้ เพราะสารเคมีเหล่านี้เป็นสารเคมีที่พร้อมใช้ ส่วนจะใช้แบบผสมกับสารเคมีตัวอื่นหรือไม่คงขึ้นอยู่กับเกษตรกรผู้ใช้เป็นหลัก

ส่วนเรื่องของราคานั้น ตนไม่สามารถบอกได้ว่า ราคาของสารเคมีทั้ง 4 ตัวนี้จะถูกกว่าสารเคมีตัวอื่นหรือไม่ เพราะมันเป็นการลักลอบจำหน่ายซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราไปถามผู้ขายหรือผู้ใช้คงไม่มีใครยอมบอก เพราะเขารู้ว่ามันเป็นสารเคมีต้องห้าม การซื้อขายจึงทำเฉพาะในกลุ่มที่รู้จักกันเท่านั้น

อันตรายของสารเคมีทั้ง 4 ตัวนี้ อย่างคาร์โบฟูลานนี้หากมีอนุพันธ์แตกตัวจะเป็นตัวที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ หรืออาจมีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ได้ เช่น ทำให้อสุจิพิการได้ หากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีเป็นประจำจะพบว่าในเลือดของเกษตรกรจะมีสารเคมีตกค้างอยู่ในเลือดได้เช่นกัน

นางสาวปรกชล ระบุว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งทุกครั้งที่ทางไทยแพนพบสิ่งผิดปกติ เราจะยื่นเรื่องไปที่กรมวิชาการเกษตรมาโดยตลอด ซึ่งทางกรมวิชาการเกษตรก็ได้ชี้แจงมาโดยตลอดว่า มีการตรวจสอบจริง แต่เขามีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะในรายที่ได้รับเครื่องหมายการันตีจากหน่วยงานต่างๆ แต่ไม่ได้มีการตรวจตามตลาดสด
“มันตรงข้ามกับความต้องการของเราที่ต้องการจะให้กรมวิชาการเกษตร สุ่มตรวจทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในห้างหรือตลาดสด”
นอกจากนี้ นางสาวปรกชล ยังได้เสนอแนะไปยังกรมวิชาการเกษตรว่า กรมวิชาการเกษตรควรจะเป็นหน่วยงานที่ออกมาให้ความรู้แก่เกษตรกร และควรจะมีงานวิจัยออกมารองรับด้วยว่า หากมีการใช้สารเคมีชนิดใดจะมีผลอย่างไรในอนาคต เพื่อเป็นข้อมูลให้สำหรับเกษตรกรต่อไปในอนาคต

สำหรับความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบสารเคมีต้องห้ามในประเทศไทย 4 ตัว ที่ได้มีการประกาศไปแล้ว รวมทั้งสารเคมีในภาคการเกษตรที่มีอันตรายต่อผู้บริโภค ได้มีการดำเนินการทั้งกระบวนการ ให้ประเทศไทยมีผักและผลไม้ปลอดภัย นั้น ดูจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นเสียเหลือเกิน หน่วยงานรับผิดชอบ