บทเรียน “ห้ามชาร์จมือถือถึงหมอแสง” เตือน สธ.อย่าเล่นกับความรู้สึกของคน!!!

Blog Single

ย้อนรอยไปข่าวที่ทำลายความรู้สึกของคนทำงานในวงการสาธารณสุขที่เขย่าบังลังก์ของปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) คนใหม่ (ในเวลานั้น) ด้วยความฟิตจัด อยากให้ของขวัญและกำลังใจ (หรือเปล่า) แก่คนทำงานด้วยการออกออกประกาศเรื่อง “มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ” ที่ใน ข้อ 2.ระบุว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวมาชาร์จไฟในสถานที่ราชการ เรื่องนี้กลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ ขึ้นมาทันที และยิ่งมีเพจหมออนามัยขี้ mouth นำเรื่องนี้มาแชร์อีก ยิ่งเพิ่มกระแสความไม่พอใจไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มทำงานทำงาน แต่ข่าวนี้ได้รับการกล่าวถึงจนกระทั่งประชาชนทั่วไปยังต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไม สธ.ถึงไม่ออกประกาศในเรื่องหยุมหยิมแบบนี้

ทั้งนี้ เนื่องจากมีการออกข้อห้ามปฏิบัติที่ย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ซ้ำยังบั่นทอนกำลังใจผู้ปฏิบัติงานสวนทางกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 เสียจริง จนกลายเป็นข่าวดังรับปีใหม่กัน เล่นเอาปลัด สธ.ต้องรีบออกมากลับลำแก้ไขเนื้อหาประกาศเจ้าปัญหากันทันที เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ สธ.ออกมาเล่นกับความรู้สึกของคนทำงานที่เป็นลูกหม้อของตนเอง และยังอีกหนึ่งข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจอีกด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน โลกโซลเซียลได้มีการแชร์ภาพของนับหมื่นแห่ไปแจ้งความเพื่อรับใบบันทึกประจำวัน เพื่อนำไปขอยารักษาโรคมะเร็งจาก “หมอแสง” หรือ นายแสงชัย แหเลิศกระกูล ผู้จัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดปราจีนบุรี ที่ชาวบ้านขนานนามว่าเป็นหมอเทวดาของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่สิ้นหวัง.....ปากต่อปากที่บอกต่อกันว่ากินยาหมอแสงแล้วรู้สึกมีกำลังวังชา กินข้าวได้นอนหลับสบาย ได้กลายเป็นข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจ รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขด้วย

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่กระทรวงสาธารณสุขที่ต้องออกมาตรวจสอบว่ายังดังกล่าวมีส่วนผสมอะไรบ้าง จะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยหรือไม่ ซึ่งทางหมอแสงก็ได้ออกมาแจงสูตรยาผ่านสื่อว่า ตัวยาดังกล่าวประกอบด้วยรำข้าว ร้อยละ 80 เป็นรำข้าวที่ร่อนเอาของไม่ดีและเศษแกลบออก ส่วนอีกร้อยละ 20 เป็นข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ เห็ดกระถินพิมาน เกสรพิลันกาสา สมุนไพรดังกล่าวใช้รำข้าวเป็นวัตถุดิบตั้งต้นและผสมวัตถุดิบอื่นๆ จนกว่าจะครบ 6 เดือน ก่อนนำมาอัดแคบซูล นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่กระทรวงจะเข้ามาตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยของยา

ซึ่งกระบวนการตรวจสอบทางการแพทย์นั้นจำเป็นต้องใช้เวลาช่วงเวลาหนึ่ง แต่ย้อนกลับมาที่ตัว ”หมอแสง” ซึ่งไม่ได้เป็นหมอเลย แต่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน เมื่ออธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นพ.เกียรติภูมิ ระบุว่าการขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้านของนายแสงเข้าข่าย แต่ยังขาดเอกสารบางอย่างจึงทำยังไม่ได้เป็นหมอพื้นบ้านเต็มตัวและถูกกฎหมาย หลังจากข่าวออกหมอแสงประกาศว่าจะหยุดผลิตยา หากไม่ได้รับคำตอบภายในวันที่ 20 ก.พ. และยังได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้กรมการแพทย์แผนไทยฯด้วยการบอกว่า ให้ประชาชนไปรับยาสมนุไพรที่กรมการแพทย์แผนไทยฯแทนที่จะมารับกับตนเอง พร้อมกับประชดประชันว่าจะขายสูตรยาให้ต่างชาติไปเลย

เป็นไปตามคาด วันรุ่งขึ้นกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกออกมาประกาศว่า นายแสงชัย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้านแล้ว  เชื่อว่าหากกรมการแพทย์แพทย์ไทยฯ กลับลำไม่ทัน กระทรวงสาธารณสุขอาจจะต้องเจอกับม๊อบผู้ป่วยมะเร็งชุดใหญ่ก็อาจเป็นไปได้...ดราม่าเรื่องหมอแสงจึงจบด้วยดี ไม่มีม๊อบผู้ป่วยมาเยือนที่กระทรวงสาธารณสุข

จากทั้ง 2 กรณีเป็นบทเรียนให้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขต้องกลับมาทบทวนและให้คำนึงถึงว่า ข่าวที่กระทบต่อความรู้สึกของคน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพึงระวังให้มากที่สุด....อย่าเล่นกับความรู้สึกของคน!!!