ตาต่อตา...

Blog Single

ช่วงถูกดันหนักๆ เกี่ยวกับนาฬิกาหรู เคยมีข่าวว่า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพราะไม่อยากให้เป็นภาระกับรัฐบาล โดยปรารถกับคนใกล้ชิดทำนองว่า “เบื่อกับกระแสโจมตีตนเอง”

สำคัญมากว่านั้น “พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์” คงไม่อยากให้ตนเอง ต้องเป็นภาระของรัฐบาล เพราะเป้าหมายแกนนำคสช. ที่วางไว้คือ ต้องผลักดัน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กลับมาผู้นำรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อผลักดันแผนปฏิรูปประเทศ 5 ปีให้เสร็จเรียบร้อย  ถ้าหากยังทู่ซี้อยู่ในตำแหน่งไป อาจเป็นปัญหากับรัฐบาล

ยิ่งมีข่าววงในของหน่วยงานด้านความมั่นคง และบรรดาแม่ทัพนายกอง ที่เกาะติดสถานการณ์การเมืองไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่า ถ้าหลังการเลือกตั้ง เครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ไม่มีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาล คุมอำนาจฝ่ายบริหารได้อีก  หนทางที่จะหวนคืนกลับมามีอำนาจ และเป็นฉนวนสร้างความขัดแย้งให้กับบ้านเมือง ก็น่าจะเป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก   ยิ่งมีข่าวว่า “ผู้มากบารมี” ยังพอใจให้ “บิ๊กตู่” เป็นผู้นำในการบริการประเทศต่อไป

ดังนั้นหนทางที่ “นายทักษิณ ชินวัตร” หวังจะกลับมาทวงคืนอำนาจ และเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน ก็ต้องพูดกันตรงๆว่า ยากเย็นแสนเค็ญ เนื่องจาก “ผู้บากบารมี” ไม่ต้องการให้เกิดภาพความขัดแย้งของประชาชน อยากให้ประเทศไทยเดินหน้าไปด้วยความสงบเรียบร้อย  บรรยากาศบ้านเมืองมีแต่ความสงบสุข

ส่วน “บิ๊กป้อม” แม้ในช่วงแรกจะตกเป็นรับ ถูกกระแสโซเชียลมีเดียขุดคุ้ย โจมตีด้วยรูปแบบต่างๆ นับจากประเด็นการครอบครองนาฬิกาหรู เรียกว่า ตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนักหน่วง เนื่องจากมีสถานะเปรียบเหมือน “ผู้จัดการรัฐบาล” ฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่า ถ้าหากล้ม พล.อ.ประวิตรได้  เป้าหมายต่อไปก็ต้องล้มหัวหน้า คสช. ได้ด้วย

งานนี้เลยทำให้ “พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์” หวนกลับฮึดสู้อีกครั้ง เชื่อว่า มีขบวนการที่หวังโค่นล้มรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้าม คนพวกเดียวกันที่สูญเสียประโยชน์ มิหนำซ้ำยังมีมีขบวนการเสี้ยมที่พยายาม สร้างภาพให้เห็นว่า “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่พอใจ “พล.อ.ประวิตร” เนื่องจากเห็นว่า ต้องการสะสมบารมี เพื่อแข่งขันกับผู้ยิ่งใหญ่แห้งบ้านสี่เสาร์เทเวศร์

ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการจัดทำเพจขึ้นมาสนับสนุน “บิ๊กป้อม” โดยให้ลงชื่อเรียกร้องให้รองนายกฯ อยู่ในตำแหน่งต่อไป แถมยังใช้ประเด็น กรณี พล.อ.ประวิตร ผลักดันเอกชน  ให้มาร่วมสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ที่ประเทศรัสเซีย  มาเป็นผลงานสำคัญอีกด้วย เพราะรองนายกฯ ยังมีเก้าอี้ “ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกไทย” ค้ำบัลลังค์อีกหนึ่งตำแหน่งด้วย

แต่เหนือกว่านั้นคือ ยุทธศาสตร์สร้างข่าวลบ กลบข่าวเน่า บางข่าวอาจเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ บางข่าวอาจเกิดโดยขบวนการปั้นขึ้นมา ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา นักการเมืองหลายคนก็ชอบใช้วิธีนี้ ยิ่งบังเอิญมาเกิดข่าว การบุกทะลายอาณาจักรสถานบริการอาบอบนวดของ “เสี่ยกำพล  วิระเทพสุภรณ์”

แถมยังมีข่าว “นายเปรมชัย กรรณสูต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดิเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่ธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มีทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาท เคยเป็นถึงเศรษฐีรวยหุ้นติดอันดับห้าของประเทศไทยเมื่อห้าปีก่อน 

แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ ถูกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเขตตะวันตก จับกุมได้ พร้อมหลักฐาน ซึ่งเป็นสัตว์ที่ถูกล่า ขณะตั้งแคมป์กลางป่าพร้อมลูกน้องพรานป่าและอาวุธปืน รวมทั้งอุปกรณ์ล่าสัตว์ได้หลายรายการ เรียกว่าทำเอาข่าว “นาฬิกาหรู” ของ พล.อ.ประวิตร เงียบไปเลย

ยังไม่นับเรื่องที่ รองนายกฯ มอบนโยบายให้หน่วยงานด้านความมั่นคง เดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา เอาเป็นถ้ายังมีนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลกลุ่มไหน ไปไหว้วาน ใช้พวกทำผิดกฎหมายมาเป็นมือเป็นไม้ให้ รับรองได้ว่า ถูกขุดรากถอนถ้าทำผิดกฎหมายติดคุกหัวโตแน่

งานนี้ก็คงเหลือบทสรุปของ ป.ป.ช. ซึ่งพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ต้องไปรอลุ้นสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่เชื่อเถอะ ไม่ว่าจะอยู่เบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง คนมากบารมีอย่าง “บิ๊กป้อม” ก็ยังน่ากลัวอยู่ดี ถ้าหากมีใครคิดเป็นศัตรูด้วย

“ระฆังแก้ว”