เครือข่ายสุขภาพประชาชนโอดโดนรีดภาษีเกินจริง

เครือข่ายสุขภาพประชาชน โอดหลังถูกกรมสรรพากรรีดภาษีเกินจริง เตรียมร้องศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราว เล็งฟ้องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้านตัวแทนผู้พิการวอนรีบหาข้อยุติ ยันไม่ใช่งานแสวงหากำไร

ที่กรมสรรพากร  นายคำรณ  ชูเดชา ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (ขสช.) นำตัวแทนองค์กร  และบุคคลที่ดำเนินโครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กว่า30คน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เพื่อร้องขอความเป็นธรรม กรณีสรรพกรพื้นที่ มีหนังสือเรียกเก็บภาษีย้อนหลังอย่างไม่เป็นธรรม จากนั้นได้นำหนังสือร้องเรียนไปแปะติดไว้ด้านข้างอาคารกรมสรรพกร

นายคำรณ  กล่าวว่า  ขณะนี้มีผู้ที่รับทุนสนับสนุนจาก สสส. กว่า5,000โครงการ มีประมาณ300โครงการ ที่กำลังได้รับความเดือนร้อน เนื่องจากสรรพากรเขต มีหนังสือให้ไปเสียภาษีย้อนหลัง พร้อมจ่ายค่าปรับ 6เท่า ทั้งที่ปกติการรับทุนจาก สสส.จะแยกส่วนของเงินค่าบริหารโครงการ ซึ่งเป็นค่าจ้างบุคลากร และมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายโครงการเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องใช้ตามแผนงาน อีกทั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ลงตรวจสอบทุกปีไม่เคยมีปัญหา และก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยมีหนังสือสั่งการให้เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในกรณีนี้เป็นการด่วน และมีข้อยุติไปนานแล้ว แต่กรมสรรพากรกลับทำตรงกันข้าม ยิ่งสร้างความเดือดร้อน ทำลายขวัญและกำลังใจคนทำงานภาคสังคม   

 “เครือข่ายฯยืนยันว่าเราเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย  แต่กำลังถูกบิดเบือนให้สังคมเข้าใจผิดว่าเป็นคนเลี่ยงภาษี จากการตีความที่ไม่เป็นธรรมของสรรพากร ให้เป็น“สัญญาจ้างทำของ” เหมือนธุรกิจ เป็นการค้าขาย มีกำไร  เพื่อจัดเก็บภาษีย้อนหลัง โดยคิดจากเงินโครงการที่ได้รับทั้งหมด  ไม่ใช่เก็บภาษีเฉพาะเงินค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานอย่างที่เป็นมา ซึ่งการตีความลักษณะนี้ แสดงว่าสรรพากรไม่เข้าใจบทบาทการทำงานของ สสส.และภาคี หรืออาจจะรู้แต่ดื้อแพ่งแกล้งทำเป็นไม่รู้  ซึ่งหลังจากนี้เครือข่ายฯเตรียมไปร้องศาลปกครองและดำเนินคดีอาญามาตรา157ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด  และเตรียมร้องเรียนนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า หากไม่ได้ข้อยุติในเรื่องนี้”นายคำรณ กล่าว

 ด้าน นางสาวมานิดา  โศภิษฐพงษ์  ผู้จัดการโครงการพัฒนาศักยภาพคนพิการด้านดนตรี  กล่าวว่า โครงการของตนไม่ใช่โครงการที่จะมาแสวงหาผลกำไรใดๆ แต่เราทำงานเพื่อฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพด้านดนตรีให้กับคนพิการ ต่อยอดให้เขานำไปสู่การสร้างอาชีพมีรายได้เลี้ยงตัวเอง และเราทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 56อีกทั้งโครงการนี้ หักภาษีเงินเดือนของคนทำงาน ณ ที่จ่ายทุกปี เหตุใดจึงมีหนังสือจากสรรพากรให้ไปเสียภาษีย้อนหลังจากเงินโครงการทั้งก้อน  และให้จ่ายค่าปรับ6เท่า ซึ่งมันไม่เป็นธรรม ไม่มีการแจ้งหรือรู้มาก่อนว่าต้องจ่ายส่วนนี้ ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก อยากถามสรรพากรว่า สมควรแล้วหรือที่จะเรียกเก็บภาษีในลักษณะนี้  เป็นการทำเกินอำนาจหน้าที่หรือไม่  น่าเสียใจอย่างยิ่งที่กรมสรรพากรมองว่าการทำงานของเราเหมือนการแสวงหากำไร  ทั้งที่ไม่ใช่เลยมันไม่มีกำไร เงินที่เหลือจากโครงการก็ต้องคืน สสส.เราเป็นเพียงผู้ทำการแทน สสส.ตามข้อตกลงในสัญญา เป็น “สัญญาตัวแทน” ไม่ใช่ “รับจ้างทำของ”หากเรื่องนี้ไม่ได้ข้อยุติในเร็ววันเชื่อว่าคนที่มีใจทำงานภาคสังคม  ซึ่งก็คือคนที่ช่วยเป็นมือเป็นไม้ให้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ อุดช่องว่างที่ระบบราชการเข้าไม่ถึง จะถอดใจกันหมด