ยุติธรรมภิวัตน์ (ตอนที่ 3)

การใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และการต่อต้านโดยสันติวิธี ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้รับรองไว้ ในการที่ประชาชนจะออกมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญว่ามีสิทธิ์ที่จะทำได้อะไรบ้าง? ในลักษณะใด? และเงื่อนไขใด? ทั้งนี้ ก็เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมทั้งผลประโยชน์ของชาติ

ทั้ง 2 สิทธินี้ ต้องถูกใช้ในการทำหน้าที่ มันก็คือวิธีการที่จะเรียกร้อง กดดัน ต่อคณะบุคคลผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลในฐานะอำนาจบริหาร หรือรัฐสภาในฐานะอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้การทำหน้าที่ของคณะบุคคลเหล่านั้น ต้อง!! อยู่ในกรอบที่ใช้อำนาจเพื่อสนองตอบเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมทั้งผลประโยชน์ของชาติ จะใช้อำนาจในการสนองตอบเจตนารมณ์อย่างอื่นไม่ได้เลย โดยเฉพาะผลประโยชน์ส่วนตน ที่ถือว่าจะเป็นการฉ้อฉลในอำนาจ

ผลประโยชน์ของชาติ ก็คือผลประโยชน์ของประชาชนทุกคน ตลอดจนถึงลูกถึงหลาน

การชุมนุมก็เป็นการแสดงออกของพลังรวม จากพลังของแต่ละคน เป็นพลังหมู่ จนกลายเป็นพลังของมวลมหาประชาชน ถ้ารัฐบาลหรือรัฐสภา สนองตอบต่อข้อเรียกร้องของประชาชน เรื่องมันก็จบ ประชาชนก็กลับบ้าน... จึงจะเรียกได้ว่า..เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แต่ตรงกันข้าม ถ้ายังดื้อแพ่ง เรื่องก็ไม่จบ เมื่อไม่จบ ก็ต้องยกระดับการต่อสู้จากการชุมชน เป็นการกดดันด้วยการต่อต้านโดยสันติวิธีในรูปแบบต่าง ๆ

การต่อต้านจึงต้องมีวิธีการ กลยุทธ์ในหลายรูปแบบ เพื่อกดดันรัฐบาล หรือรัฐสภาให้หนักยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องเป็น...สันติวิธี

ในเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาใน 3 รัฐบาล ได้แก่ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่างเกิดการประท้วง ชุมนุม กดดัน ต่อต้านจากประชาชน และประชาชนก็ได้เสนอขอเรียกร้อง ปัญหาต่าง ๆ ต่อรัฐบาลให้เร่งแก้ไข แต่รัฐบาลที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง ก็หาได้นำพา และรับฟังข้อเรียกร้องจากประชาชนแต่ประการใดไม่ ทั้ง ๆ ที่ในข้อเท็จจริง และปัญหาต่าง ๆ ที่ประชาชนได้เรียกร้องต่อรัฐบาล ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า มันกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ เช่น รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช กรณีจะต้องสูญเสียดินแดนให้กับเขมร หรือกรณีรัฐบาลกัมพูชา จะนำเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ครั้งนั้นนายสมัคร กลับเห็นสวนทางความเห็นของประชาชนว่า มันเป็นของเขมรมาตั้งนานแล้ว ซึ่งเขมรจะนำไปขึ้นทะเบียนเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นสิทธิของเขา เป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดน ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ว่า “รัฐต้องพิทักษ์ รักษาไว้ซึ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์ของชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

การที่รัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มาทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ แต่รัฐบาลกลับกระทำในสิ่งตรงกันข้าม ย่อมเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาระทั้งปวงจึงตกแก่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่จะต้องออกมาทำหน้าที่ และอาศัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในการชุมนุมและการต่อต้าน ภายใต้เงื่อนไข โดยสงบ ปราศจากอาวุธ และสันติ

มิใช่ประชาชนออกมา เพราะอยากมันในอารมณ์ หรืออยากดัง แต่มีเหตุจากการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลโดยรัฐบาลที่ผิด หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในส่วนของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตัดอำนาจตัวเองออกไป ไม่ถ่วงดุลรัฐบาล ในเรื่องการไปทำข้อตกลงกับรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ประชาชนจึงต่างพากันเรียกขานว่า “เป็นการกระทำที่ขายชาติ”

เมื่อมีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะอำนาจตุลาการให้วินิจฉัยในเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย โดยลงมติ 9:0 และ 8:1 เห็นควรว่าต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร เพื่อถ่วงดุลรัฐบาล แต่แล้วก็ยังมีการดื้อแพ่ง และใช้วิธีนอกรัฐธรรมนูญ คือ สนับสนุนให้ฝ่ายตรงข้ามกับผู้ชุมนุมออกมาทำร้ายผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง และด้วยอาวุธสงครามอยู่ตลอดเวลา

พฤติกรรมในการแสดงออกของการทำหน้าที่ในชั้นศาลของตำรวจ ในฐานะพนักงานสอบสวน หรือพยานฝ่ายโจทก์ ในฐานะสันติบาล ตลอดจนอัยการ ต่างไม่นำพาหรือสนใจการทำหน้าที่อย่างฉ้อฉลของรัฐบาล และรัฐสภา ซึ่งผิดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง เพราะสนใจแต่เพียงฝ่ายประชาชนได้ทำผิดกฎหมายจราจร หรือกฎหมายอาญาอื่น ๆ ซึ่งเป็นเพียงกฎหมายลูกเท่านั้น การที่มีการดื้อแพ่งของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายการเมือง ประชาชนจึงต้องทำการต่อต้านโดยสันติวิธี เพื่อหยุดความดื้อรั้นของรัฐบาล รัฐสภาให้สำเร็จ โดยใช้วิธีการแสดงพลังเข้าไปในสถานที่ราชการ เข้าไปในรัฐสภา เพื่อทำความเข้าใจกับมวลหมู่ข้าราชการ และหยุดนักการเมืองในการเข้าไปทำหน้าที่ในสถานที่เหล่านั้น หรือเคลื่อนไหวไปบนถนนสายต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจให้ประชาชนที่เดินทางอยู่ในชีวิตประจำวัน ได้เข้าใจปัญหาชาติบ้านเมือง

ด้วยวิธีการเหล่านี้ ประชาชนเชื่ออย่างบริสุทธิ์ว่าเป็นการต่อต้านโดยสันติวิธีตามรัฐธรรมนูญ

แต่ตำรวจ อัยการ กลับเห็นว่า เป็นการบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ ทำให้การจราจรติดขัด เป็นการปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านอำนาจรัฐ

บทความที่ทยอยออกมา ได้ข้อคิดเห็น และข้อท้วงติงต่าง ๆ ก็ต้องขอขอบพระคุณที่ให้ความกรุณาอย่างยิ่ง เพราะทุกความเห็นก็เพื่อประโยชน์ต่อบ้านเมือง และเป็นพลังที่ร่วมยืนยันได้ว่า ยุติธรรมภิวัตน์จะเป็นเสมือนแสงจากอาทิตย์อุทัย ถ้าร่วมกันอย่างถูกจุด ในพลังสามัคคี ย่อมสว่างไสวได้ในท้ายสุด

*****************

ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์