ยุติธรรมภิวัตน์ (ตอนที่ 2)

ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ มาไขข้อข้องใจ ในการเคลื่อนไหวของ กลุ่มยุติธรรมภิวัตน์ ความเดิมจาก ตอนที่1 มีผู้ห่วงใยตั้งข้อสังเกตมาว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ มีช่องทางตามกฎหมายรองรับหรือไม่ ? ซึ่งเป็นคำถามที่ยังคาใจ ใครหลาย ๆ คนทีเดียว มาติดตามให้ครบถว้นกระบวนความที่จะได้ชี้แจงกัน

คำตอบก็คือ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้น ในมาตรา 213 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ ทำให้ ประชาชนสามารถฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้คุ้มครองไว้ และเป็นกรณีที่อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ที่บัญญัติให้ ประชาชนจะฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ก็ต่อเมื่อเป็นการโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่า จะต้องร้องได้แต่เพียงว่า กฎหมายฉบับใด มาตราใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และขัดกับมาตราใด ที่สำคัญก็คือ จะต้องใช้สิทธิผ่านช่องทางอื่นมาแล้ว ไม่ว่าจะผ่านศาลอื่น หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่ก็ไม่ได้ข้อยุติ

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ไม่ใช่เงื่อนไขแต่เพียงการโต้แย้งบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหมือนเดิม แต่มีการขยายให้กว้างขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม รายละเอียดต่าง ๆ ขั้นตอนย่อยในการยื่นเรื่องจะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายลูกของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ในบทความที่แล้ว เนื้อหาเน้นไปที่บทบาทหน้าที่ของตำรวจ ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ถูกกำหนดให้รับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนคดีต่าง ๆ และอัยการ ในฐานะทนายของแผ่นดิน แต่ในความจริงที่เกิดขึ้นตามบทความที่แล้ว สะท้อนได้ว่า...เป็นการทำหน้าที่ในฐานะเป็นผู้พิทักษ์รัฐบาล และทนายของรัฐบาล จนลืมรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ มิได้เฉลียวใจสักนิดเลยว่า รัฐบาลก็เป็นมูลเหตุแห่งคดีได้ โดยเฉพาะรัฐบาลที่ฉ้อฉลในอำนาจ ไม่วาจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นการใช้อำนาจในฐานะรัฐบาลที่ผิดจากเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ จนเข้าข่ายถึงระดับที่ว่ารัฐบาลเป็นกบฏ และบ่อนทำลายประเทศชาติบ้านเมือง แต่ตำรวจหรืออัยการจากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ คิดแต่เพียงว่าเอาประชา ชนที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง รักษาผลประโยชน์ของชาติ ขับไล่รัฐบาลที่ฉ้อฉลออกไปจากอำนาจ กลายเป็นผู้ก่อการกบฏ หรือเป็นผู้ก่อการร้าย

เมื่อพฤติกรรมในการทำหน้าที่ของกลไกตำรวจและอัยการเป็นเช่นนี้ สันติจะเกิดกับราษฎรได้อย่างไร ข้อยุติจะเป็นธรรมได้อย่างไร

พฤติกรรมในการทำหน้าที่ของตำรวจและอัยการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดี กลับใช้เทคนิคหรือ วิธีการทางกฎหมายเสมอ เพื่อเอาชนะคดีตามสำนวนคดีที่ตำรวจสรุปส่งมาฟ้องร้องต่อศาล จนหลงลืมไปว่า ในฐานะกลไกในกระบวนการยุติธรรม ความสำคัญที่สุด ก็คือนำความจริงให้ปรากฏต่อหน้าศาล มิใช่ยึดถือการแพ้ชนะคดีเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าความจริงที่ปรากฏต่อศาล

เราจะร่วมกันทำอย่างไร ให้การทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม เป็นไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชน จึงถึงกาละอันสำคัญ ที่เราจะต้องรวมพลังกัน สร้างบรรทัดฐานในกระบวนการยุติธรรมครั้งนี้ให้สำเร็จจากพลังของพ่อแม่พี่น้อง ประชาชน ที่ได้ร่วมกันเสียสละ ทรัพย์ เลือดเนื้อและชีวิต ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบันนี้ เราร่วมพลังเดินทางกันมาไกลพอสมควรแล้ว เราต้องร่วมกันเดินต่อไป เพื่อความเป็นธรรมในบ้านเมืองนี้ “ยุติธรรมภิวัตน์” จึงเป็นหนึ่ง ในเป้าหมาย ที่จะลดความเหลื่อมล้ำในมวลหมู่พี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกัน

ติดตาม "ยุติธรรมภิวัฒน์ (ตอน 1)"

ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์

1 กุมภาพันธ์ 2561