หลายปัจจัยรุมเร้า บิ๊กตู่ ยิ่งยื้อ ย่ิงกระทบภาวะผู้นำ

Blog Single

เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจที่ตอนนี้ความนิยมในตัวของผู้นำรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.นับวันจะยิ่งลดลงๆ อย่างน่าใจหาย เป็นการลดลงที่ไม่มีใครทำ แต่รัฐบาลทำตัวเองทั้งนั้น รัฐบาลคอยแต่ระวังนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ทั้งใต้ดิน บนดิน แต่ไปๆ มาๆ สะดุดขาตัวเอง

ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 4  ความจริงก็ถือว่าเกือบจะอยู่ครบวาระปกติของการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะว่าไปมีอายุมากกว่ารัฐบาลปกติบางรัฐบาลด้วยซ้ำ แต่ 3 ปีกว่า ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ความนิยม มันช่างแตกต่างจากตอนแรกที่เข้ามา”ลิบลับ” จากชื่นชอบ ชื่นชม กลับกลายเป็นบ่น เบื่อ เมื่อไหร่จะไปสักที ปีสุดท้าย ก่อนครบวาระปีนี้ จึงถือว่าหนักหน่วงที่สุด

ปัจจัยหลายเรื่องที่ส่งสัญญาณความนิยมเสื่อม ที่มีผลต่อรัฐบาลบิ๊กตู่และคสช. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนาฬิกาหรูของพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด พยายามหาทางออกกันหลายทาง จนมาลงเอยที่หนทาง”ยืมเพื่อน”ใส่ แต่ประชาชนบอก“ให้อมพระทั้งโบสถ์มาพูดก็ไม่เชื่อ” โถ ! เพื่อนน้ำใจประเสริฐที่ไหน จะเอานาฬิกาหรูราคานับล้านๆบาทมาให้ยืมใส่ตั้ง 20 กว่าเรือน

เป็นเรื่องของพี่ ที่น้องอย่างบิ๊กตู่ กลืนไม่เข้า คายไม่ออกเหมือนกัน ถึงขนาดต้องวอนสื่อให้หยุดได้แล้ว ขอให้เป็นเรื่องของปปช.ที่จะตรวจสอบไป

แต่การทำงานของปปช.ก็คงต้องลุ้นกันว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ดีอย่างที่เรื่องนี้สังคมให้ความสนใจ และจับจ้องไปที่การทำงานของปปช. เลยทำให้ปปช.เองก็ขยับตัวลำบาก จะถ่วงเวลาไปก็ไม่ได้ เพราะสังคมก็จี้อยู่ทุกวัน ถึงอย่างไรก็ต้องมีคำตอบ ซึ่งก็หนักหน่วงอยู่เหมือนกันกับคำตอบที่จะให้สังคม ถ้าบอกว่าผิด บิ๊กป้อมก็แย่ แล้วจะพาลไปถึงรัฐบาลโดยเฉพาะบิ๊กตู่ ที่จะเข้ามาขจัดปัญหาต่างๆของประเทศให้สะอาด ต้องพังพาบไปด้วย

แต่ถ้าบอกว่า “ยืมเพื่อนมา”ไม่ผิด ปปช.ต้องมีคำอธิบายต่อสาธารณะให้ชัดแจ้ง โดยเฉพาะประเด็นยืมมาแล้วไม่ผิด มันจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตหรือไม่ เพราะไม่แน่ว่า จากนี้ไปเราอาจจะได้เห็นบรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย หรือผู้มีตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อปปช.ว่า รถเบนซ์ /เรือยอร์ช /นาฬิกา /เครื่องประดับ ฯลฯ ยืมเพื่อน ยืมพี่ ยืมน้องมา แล้วแบบนี้มาตรฐานการตรวจสอบในบ้านเราจะเป็นอย่างไร ในเมื่อคำว่า “จริยธรรม”ที่ควรมีในตัวของผู้มีตำแหน่งสำคัญของประเทศ กลับไม่มี แล้วประชาชนตาดำ ๆ จะหวังอะไรกับใครได้บ้าง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ที่ให้มีผลบังคับใช้ 90 วันหลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษา แน่นอนทำให้การเลือกตั้งที่กำหนดไว้เดิม พ.ย.61 ต้องเลื่อนไป ประมาณ ก.พ.62

ทำให้ตอนนี้ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ นักศึกษา ประชาชน ดาหน้าออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านกันอย่างหนัก โดยพุ่งเป้าไปที่”สัจจะ”ของผู้นำรัฐบาลอย่างพล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นทหารด้วย โดยเฉพาะการไปรับปากกับประเทศต่าง ๆ ถึงโรดแมปเลือกตั้งที่จะมีใน พ.ย.61

เส้นทางการเลือกตั้งสู่ประชาธิปไตยไทยนิยม ที่นายกฯหมายมั่นปั้นมือจะไปให้ถึง จึงดูเลื่อนลางยิ่งนัก โค้งสุดท้ายนี้อุตส่าห์ใช้วิธีดึงทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนมาร่วมกันผ่าน “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” เป็นโครงการใหญ่ ที่ดึงคนทั้งประเทศมาร่วมกัน มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยมีนายกฯเป็นประธานและให้มหาดไทยในฐานะที่ดูแลทุกข์ สุขของประชาชน เป็นเลขาฯคณะกรรมการฯชุดนี้

อย่างที่บอกว่า เป็นโค้งสุดท้ายแล้ว มหาดไทยจึงรับลูกทำงานทันที กำหนดเวลา วางกรอบให้นายกฯลงพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนตามโครงการนี้ พร้อมพบปะประชาชนทั่วประเทศด้วยในทุกสัปดาห์ เริ่มกันตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.61-21 มิ.ย. 61 กันเลยทีเดียว เป็นเวลา 5 เดือนเศษ

ต้องลุ้นโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จะสามารถต้านกระแสคัดค้านที่กำลังพุ่งหอกมาที่รัฐบาลได้หรือไม่ โดยเฉพาะตัวผู้นำรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ถ้ายิ่งยื้อ ยิ่งปล่อย ยิ่งนานวัน ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อศรัทธา ความน่าเชื่อถือ ของภาวะผู้นำ อย่างยิ่ง .