รัฐบาล 375 เสียง!

Blog Single

ท่าที “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีตำแหน่ง “หัวหน้า คสช.” ต่อท้าย ซึ่งออกมาให้ความเห็นในประเด็นทางการเมือง ตั้งแต่ในช่วงปลายปีต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 61 คงต้องฟันธงแบบตรงประเด็นว่า บิ๊กตู่” พร้อมรับตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล ภายหลังการเลือกตั้งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

โดยเฉพาะสัญญาณที่ชัดเจนมากสุด ก็คงเป็นการตอบคำถามที่ว่า มีโอกาสของการเป็นนายกฯคนนอกหรือไม่ ประโยคที่หัวหน้ารัฐบาลสื่อสารออกมา จนถูกสื่อบางสำนักระบุว่า ชอบแทงกั๊กนั่นคือ พูดไปก็จะเป็นการตัดทาง เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกก็ถือว่าตามระบบ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ นายกรัฐมนตรีคนนอกก็เลือกกันในรัฐสภา แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครเสนอตนเองให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก”

คงต้องบอกว่า ชัดเสียยิ่งกว่าชัด กับคำพูดดังกล่าวเท่ากับว่า  หัวหน้าคสช.เปิดไฟเขียว พร้อมรับการสนับสนุนจากใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือพรรคการเมืองไหน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

หลายคนจำได้ ช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายจัดประชุม ครม. สัญจร ไปในพื้นที่ต่างๆ จะมีโอกาสพูดคุยกับนักการเมืองหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสุพรรณบุรี ภายใต้การนำของ “นายวราวุธ  ศิลปอาชา” ทายาทการเมืองนายบรรหาร  ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กลุ่มมัชฌิมา ภายใต้การดูแลของ “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” กลุ่มชลบุรีภายใต้การนำของนายสนธยา คุณปลื้ม

แต่ที่ฮือฮามากที่สุดคือ การถ่ายภาพหมู่กับตระกูล “สะสมทรัพย์” ในระหว่างเดินทางไปร่วมตีกอล์ฟกับนักการเมืองตระกูลดัง ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่จังหวัดนครปฐม และยังมีสถานภาพเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งภาพดังกล่าวถูก “นายวัฒนา เมืองสุข” แกนนำพรรคเพื่อไทยนำมาเปิดโปง จนกลายเป็นประเด็นว่า แกนนำ คสช.กำลังเดินสายตกปลาในบ่อน้ำ หวังรวบรวมเสียงสนับสนุน ให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง 

ยิ่งได้ฟัง “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเป็นคนเดินเกมก่อตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป” ซึ่งประกาศชัดว่า จะสนับสนุนหัวหน้า คสช. ให้เข้ามีอำนาจในการบริหารประเทศอีกครั้ง ออกมาบอกถึงตัวเลข กับการเริ่มต้นจัดตั้งรัฐบาล ก็สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของผู้มีอำนาจในฝ่ายบริหาร

“สิ่งที่สำคัญคือการรักษาความเป็นกลาง พล.อ.ประยุทธ์ ยังต้องอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ก่อนการเลือกตั้ง ท่านไม่ควรอยู่ในบัญชีรายชื่อพรรค ควรจะเป็นกลาง จากนั้นหลังการเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองแข่งขันกันแล้ว เมื่อเราเข้าไปอยู่ในสภาฯ ได้แล้ว ก็จะไปรวมสมาชิก ส.ส. ส.ว. ให้ได้ 375 คน เพื่อรอสนับสนุนท่าน เมื่อเรารวมกันได้ 375 คน อีกข้างหนึ่งก็ไม่สามารถรวมกันเสนอตั้งใครมาเป็นนายกฯ ได้”

ยิ่งเมื่อลองเข้าไปตรวจสอบตัวเลข ซึ่งถือเป็นสมการทางการเมือง ที่เครือข่ายของ คสช.ออกมาเปิดประเด็น นั่นหมายความว่า รัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งที่มี “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นผู้นำ เริ่มตั้งไข่อย่างเป็นทางการ มีเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. 250 คน จากนั้นก็หาเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.กลุ่มต่างๆ 125 คน ซึ่งวันนี้น่าจะได้ครบแล้ว 

เพียงแต่รอการตัดสินใจจาก “พรรคประชาธิปัตย์” ที่มีแนวโน้มว่า น่าจะได้ ส.ส. ประมาณ 130 เสียง ส่วน 200 เสียง ก็คงหนีไม่พ้น “พรรคเพื่อไทย” ที่ประกาศขอเป็นฝ่ายค้าน เพราะหัวเด็ดตีนขาด ก็ไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกับ คสช.

แต่พรรคที่เป็นตัวแปรสำคัญ ก็ยังไม่ยอมยืนยันว่า จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้งหรือไม่ ขอเล่นบทกั๊ก ไม่อยากผูกมัดตัวเอง เนื่องจากกลัวโดดเดี่ยว ตกขบวนรถไฟไม่ได้อยู่ในวงจรของคนมีอำนาจ

สำคัญมากว่านั้นคือ “สถานะ” ของ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากบุคคลชั้นสูง และพรรคการเมืองต่างๆ เลยมีเสียงเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ “นายชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กลับมารับบทถือธงนำ สู้ศึกในการเลือกตั้งอีกครั้ง หวังเป็น “ตาอยู่” คว้าตำแหน่งสำคัญไปครอง

แต่สมการการเมืองกับตัวเลข 375 เสียง ที่นายไพบูลย์ออกมาเปิดประเด็น ถือว่ามีนัยยะมากทีเดียว เพราะวันนี้แต่ละฝ่ายเริ่มเปิดหน้า ออกมาให้สังคมได้เห็นกันแล้ว ว่าใครมีของอยู่ในมือบ้าง

ระฆังแก้ว”