บทรำพันของโอ๊ค ไม่ขอยุ่งการเมือง ตอกย้ำ โชเชียลไม่เคยปราณีใคร

แม้การส่งสัญญาณผ่านทางโซเชียลมีเดียของ   “โอ๊ค” พานทองแท้  ชินวัตร อาจไม่ได้เป็นการสะท้อนจุดยืนที่แท้จริงของ  “ นายทักษิณ  ชินวัตร ”   ซึ่งมีสถานะเป็นบิดาบังเกิดเกล้า   แต่ตกอยู่ในสภาพผู้ต้องหาหนีคดี กลายเป็นบุคคลที่ร่อนเร่พเนจร  ไปได้ในทั่วในทุกพื้นที่ยกเว้นประเทศไทย และมีคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เป็นมารดานั้น

แต่ก็ดูเหมือนจะมีน้ำหนักอยู่ไม่ใช้น้อย    เมื่อไล่ไปดูบทบาทของทายาทอดีตนายกฯในช่วงที่ผ่านมา  อีกทั้งยังเป็นเจ้าของสื่อทีวีดิจิตอลอย่าง “วอยซ์ทีวี ” ซึ่งเสนอข้อมูลข่าวสาร โจมตีฝ่ายตรงข้าม  “ระบอบทักษิณ  ”มาโดยตลอด

และถูกคาดหมายจากคนบางกลุ่มว่า    นายพานทองแท้จะก้าวเข้ามาทำงานการเมืองในอนาคต   และมีโอกาสลุ้นเก้าอี้นายกฯด้วยซ้ำ  ถ้าหากประเมินจากฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย  ดังนั้นการเคลื่อนไหวและให้ความเห็นทางการเมืองของโอ๊คจึงอยู่ในความสนใจของคอการเมืองเกือบทุกครั้ง

ล่าสุดอินสตาแกรม @oak_pttของนายพานทองแท้ที่ได้โพสต์ภาพข้อความ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 38 ปี ระบุว่า

“เป็นธรรมเนียมที่ทุกปีผมจะต้องกราบคุณพ่อคุณแม่ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครับ   10 กว่าปีที่ผ่านมาอาจไม่สามารถกราบคุณพ่อได้ตรงวันแต่ผมก็จะต้องรีบไปกราบท่านทันทีที่มีโอกาสได้เดินทาง 10 ปีผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ ผมและทุกคนในครอบครัว ยังยืนยันคำเดิมว่า เราเพียงแต่ต้องการชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นกลับคืนมา โดยที่ไม่มีคนหนึ่งคนใดในครอบครัว ต้องการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกเลย..แม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นไปได้จริง จะเป็นของขวัญที่มีคุณค่ามากที่สุด สำหรับผมและครอบครัวครับ” นายพานทองแท้ระบุ

เมื่อปรากฏข้อความดังกล่าวผ่านสื่อต่างๆขึ้น   จึงมีคำถามตามมาทันที ทำนองว่า  จะเป็นไปได้หรือ   เพราะใครก็รู้ว่าเครือข่ายนายทักษิณ   ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย นปช. และคนเสื้อแดง ที่คอยให้การสนับสนุนอยู่  รวมทั้งกลุ่มที่คอยเป็นแบ็คอัพให้อยู่เบื้องหลัง   ซึ่งมีทั้งนักวิชาการและ นักเคลื่อนไหวบางกลุ่ม  ต่างรอคอยให้ถึง วันที่มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

แม้ว่า  “นายชัยเกษม นิติสิริ  “ อดีตรมว.ยุติธรรมและแกนนำพรรคเพื่อไทย   ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายดูแลคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับนายพานทองแท้ จะออกมาให้ความเห็น  ถึงการโพสต์จุดยืนทางการเมืองของทายาทนายทักษิณว่า  อยากให้นายพานทองแท้ออกมาพูดเองมากกว่าที่ตนจะไปวิเคราะห์ แต่ในเมื่อนายพานทองแท้แสดงเจตนาอย่างนั้น ก็เชื่อตัวเขาได้

ต่จะไปเกี่ยวพันถึงคนอื่นอย่างไร เราไม่รู้ ซึ่งไม่ทราบว่านายพานทองแท้ คุยเรื่องนี้กับใครแค่ไหน อย่างไรจึงไม่อยากวิเคราะห์อะไรมาก  แต่ในเมื่อนายพานทองแท้ระบุเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่จะทำให้คนในวงการเมือง รวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สบายใจขึ้นหรือไม่

การออกมาส่งสัญญาณดังกล่าว   ดูเหมือนว่า  แกนนำพรรคเพื่อไทยเห็นด้วย กับการแสดงจุดยืนของบุตรชายนายทักษิณ  หวังทำให้ฝ่ายตรงข้ามสบายใจ ไม่ออกมาต่อต้าน หรือคอยปล่อยข่าวให้ร้าย    อย่างไรก็ตามคนบางกลุ่มอาจมองว่า เป็นแผนลับลวงพราง  หวังทำให้คสช. ตายใจ  ไม่คอยจับตาตามองพรรคเพื่อไทย และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ยิ่งนายโอ๊คมีคดีความ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย  ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ( ดีเอสไอ )  ” กำลังสอบสวนอยู่      ดังนั้นการขับเคลื่อนหรือแสดงความคิดเห็นอะไรในทางลบ   อาจทำให้เป็นปัญหากับนายพานทอง   เพราะชะตากรรมกับนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็ได้เห็นกันชัดเจนแล้ว

หรืออาจเป็นไปได้ว่า  นายทักษิณต้องการให้บุตรชายออกมาส่งสัญญาณ  ให้สังคมรับรู้ว้า  พอแล้ว  ยอมแล้ว ถอยแล้ว   เพราะถึงแม้ที่ผ่านมา เลือกตั้งเมื่อไหร่จะคว้าชัยชนะได้ทุกครั้ง   เวลาส่งเครือข่ายลงสมัครรับเลือกตั้ง  แต่การรักษาอำนาจไว้  ก็ทำได้ไม่นาน แถมยังต้องเผชิญกรรม ที่นอกเหนือความคาดหมายตลอด

            ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต   มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง   ที่คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง  แถมยังมีเครือข่ายในแม่น้ำ 5 สายเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง   เพื่อผลักดันให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.  กลับมายึดครองตึกไทยคู่ฟ้าอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้นนายทักษิณ จึงคิดว่า  การวางมือทางการเมืองอย่างถาวร และจริงจัง  น่าจะเป็นหนทางดีที่สุด กับตนเองและครอบครัว   ยิ่งประเทศไทยอยู่ในจุด ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ    การทำอะไรก็ตาม  อาจนำไปสู่การถูกขยายความขัดแย้ง  หรือกระทบกับบุคคลที่มีความสำคัญ

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้น   “นายจุติ ไกรฤกษ์  ” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์  ออกมาให้ความเห็นถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในเวทีเสวนาระบุว่าสองพรรคใหญ่ต้องจับมือกันเพื่อสกัดนายกฯ คนนอกว่า ขณะนี้พรรคการเมืองยังไม่สามารถดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว และคิดว่ายังไม่ใช่เวลาเหมาะสม  ที่พรรคการเมืองจะมาทำการตกลง หรือนำเสนอประเด็นลักษณะเช่นนี้

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่สองพรรคใหญ่จะจับมือกันนายจุติกล่าวว่า ความเป็นไปได้หรือไม่ ไม่สามารถพูดได้ในตอนนี้ เพราะยังไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทย จะมีนโยบายอย่างไร ยังกอดคนเผาบ้านเผาเมืองไว้หรือไม่ จะเคารพกฎหมายหรือไม่ และจะมีใครเป็นหัวหน้าพรรค ถ้าเป็นนายพานทองแท้  ก็คงรับไม่ได้ 

ดังนั้นจึงไม่ใช้เรื่องแปลก  ที่จะมีคนคิดไปได้ว่า  นายพานทองอาจต้องการให้พรรคเพื่อไทย  มีโอกาสได้เป็นแกนนำรัฐบาล เพราะหนทางที่พรรค ซึ่งตนเองให้การสนับสนุนอยู่ ได้เสียง  ได้เสียงเกินครึ่งจากจำนวนส.ส.500 คน  คงไม่มีหนทางที่เป็นไปได้  เพราะกฎกติกาตามรัฐธรรมนูญปี 60   กำหนดไว้ว่า ถ้าพรรคไหนได้เสียงส.ส.เขต  จะ ไม่ได้ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อ หนทางที่จะทำให้พรรคไหนได้เสียงส.ส.เกิน 250   เสียง  คงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

บางทีข้อเสนอขอนายจุติ อาจทำให้ นายพานทองแท้และเครือข่ายฉุกคิด เห็นว่า  ต้องสร้างความชัดเจนทางการเมือง  หวังส่งสัญญาณไปยังพรรคประชาธิปัตย์  ทำนองว่า  อย่าเพิ่งปฏิเสธการร่วมมือทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย   ในอนาคต  เพราะเป็นหนทางเดียว ที่จะทำให้อำนาจนักการเมือง มีเหนือกว่า คสช. 

เพราะตามคณิตศาสตร์ทางการเมือง  รัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ส.มี 500 คน และส.ว. 250 คน   ซึ่งผ่านจากแต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งถ้าหากพรรคการเมืองไหน   อยากมีสถานะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  นั่นหมายความว่า  บรรดานักการเมืองต้องวบรวมเสียงให้ได้  375   เสียง   ซึ่งง่ายที่สุดก็คือ   “ เพื่อไทย  ”“จับมือกับ “ประชาธิปัตย์  “ จัดตั้งรัฐบาลรวมกัน

หรือบทพิสูจน์คำพูด “นายพานทองแท้ ” อยู่ที่ข้อเสนอของ “  นายวัชระ เพชรทอง ” อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่า "ถ้านายพานทองแท้ ไม่อยากให้ครอบครัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก นายพานทองแท้ต้องกล้าบอกกับนายทักษิณ ยุติเคลื่อนไหวทางการเมืองและเคารพศาลยุติธรรม ซึ่งนายทักษิณจะยินยอมตามคำร้องขอของนายพานทองแท้หรือไม่   ก็ต้องรอคำตอบจากนายทักษิณต่อไป  

และไม่ใช่รอคำตอบจากนายทักษิณคนเดียว นายพานทองแท้ต้องถามคุณหญิงพจมาน ผู้เป็นมารดาด้วยว่าพร้อมจะทำตามคำอ้อนวอนของลูกหรือไม่ หรือเพียงแค่ออกมาขอความเห็นใจในช่วงนี้เท่านั้น

พร้อมทั่งยังกล่าวอีกว่า  คิดว่าสังคมยังมีโอกาสที่จะให้อภัย   ถ้านายทักษิณ กลับมาต่อสู้คดีภายใต้กระบวนการยุติธรรม อย่าใช้อภิสิทธิ์ใดๆเหมือนเช่นที่ผ่านมา นายพานทองแท้ก็อาจได้ครอบครัวที่อบอุ่นกลับคืนมาก็เป็นได้.

แต่เชื่อว่า หลายคนเห็นตรงกันว่า    คำพูดที่นายพานทองแท้สื่อสารออกมา  คงยากที่จะเป็นไปได้  เพราะตราบใดที่นายทักษิณและเครือญาติ ยังมีคดีความติดตัว      ไม่มีทางเป็นไปได้  กับการที่นายทักษิณจะยุติบทบาททางการเมือง ตราบใดที่ตนเอง และเครือญาติยังมีคดีความติดตัวอยู่  

แถมยังตอกย้ำให้เห็นว่า นายพานทองแท้เป็นคนพูดจา   แล้วหาความน่าเชื่อถือไม่ได้  ต่อไปคงไม่มีใครไว้วางใจ ให้เข้าไปมีบทบาทสำคัญ  หากพรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสดูแลฝ่ายบริหาร แต่สำคัญกว่านั้นยังตอกย้ำให้เห็น  คนที่ชอบใช้ปะโยชน์จากโซเชียล   ก็ยอมตายเพราะโลกของโซเชียลได้เช่นเดียวกัน   

“เมืองสมุทร”