บทเรียนจาก “พี่โบ้ต”...เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาฟรี 72 ชม. จริงหรือ??!

เมื่อถึงคราวต้องมาใช้บริการ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต รักษาฟรี 72 ชั่วโมง” กับโรงพยาบาลที่ไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิของผู้ป่วย และยิ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนด้วยแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น....ญาติผู้ป่วยจะเกิดภาวะล้มละลายจากการรักษาหรือไม่!!!!

จากเฟซบุ๊คของ “ปราณี ศรีกำเหนิด” ได้แชร์เรื่องราวของพี่น้องสื่อมวลชน กรณี “พี่โบ๊ต” หรือ นายนฤพน เพชรดี บรรณาธิการข่าวการเมือง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ที่เข้ารับการรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านบางนา ด้วยอาการเส้นเลือดแตกในสมอง ขณะขับรถ ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก จึงเฉี่ยวชนแท็กซี่ และแท็กซี่ได้นำส่งไปยังโรงพยาบาลเอกชน

ดราม่าเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อทางโรงพยาบาลแจ้งว่า กรณีของ “พี่โบ๊ต” เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินแต่ไม่วิกฤต สามารถเบิกงบนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต 72 ชั่วโมง ได้เพียง 4,500 บาทเท่านั้น!!!

สิ่งที่ตามมาคือ ญาติจะต้องหาเงิน 3.2 แสนบาท มาจ่ายเป็นค่ารักษา เนื่องจากทางแพทย์แจ้งว่า ต้องทำการผ่าตัดด่วน และให้มัดจำค่ารักษาพยาบาลก่อนจึงจะได้รับการผ่าตัด โดยทางโรงพยาบาลไม่ได้แจ้งสิทธิการรักษาฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง กับทางญาติแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อเพื่อนๆ ในแวดวงสื่อมวลชนรู้เข้า จึงเกิดการระดมทุน ด้วยการจำหน่ายเสื้อเพื่อช่วยเหลือครอบครัว “พี่โบ๊ต” ผ่านทางเฟซบุ๊ค

ซึ่งนับเป็นความโชคดีของ ”พี่โบ๊ต” และครอบครัว ที่ในคอมเม้นต์ของ “ปราณี ศรีกำเหนิด” ที่เพื่อนๆ ต่างพากันถามไถ่อาการและแนวทางในการให้ความช่วยเหลือ และหนึ่งในคอมเม้นท์ต่างๆ ที่เข้ามานั้น มาจากประชาสัมพันธ์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ที่เข้ามาให้คำแนะนำยื่นอุทธรณ์ไปที่ สพฉ. ซึ่งผลการอุทธรณ์จะใช้เวลานานแค่ไหน ไม่มีใครให้คำตอบได้ แต่สิ่งเพื่อนๆ ของ “พี่โบ๊ต” รู้คือ ตอนนี้พี่เขาได้ย้ายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมแล้ว และเรื่องก็อยู่ในระหว่างการอุทธรณ์

ปัญหาความข้องใจของหลายคนจึงประดังเข้ามากับนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” หรือ UCEP ว่า อะไรคือเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ???

ในเคสของ “พี่โบ๊ต” โรงพยาบาลที่แรกรับ กลับระบุว่า ไม่วิกฤติ!! เพราะช่วงแรกผู้ป่วยรู้สึกตัว แต่อาการเจ็บป่วยของ ”พี่โบ๊ต” คืออาการของ Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมอง (ซึ่งจะแตกหรือตีบก็ได้) ซึ่งในทางการแพทย์จะบอกว่า หากผู้ป่วยมีอาการแขนขาอ่อนแรง ปากตก ใบหน้าเบี้ยว ให้สันนิษฐานไปเลยว่า มีอาการ Stroke เข้ามาเกี่ยวข้อง การรักษาให้ได้ผลดีต้องภายใน 2 ชั่วโมงนับจากการเกิดอาการ ยิ่งรักษาเร็วเท่าไร จะช่วยลดอัตราความพิการหรือเสียชีวิตของผู้ป่วยได้
 
ปัญหาของเคส “พี่โบ๊ต” คือ โรงพยาบาลแรกรับระบุไม่วิกฤตฉุกเฉิน แต่ สพฉ.ระบุว่า เคสนี้ฉุกเฉินใช้สิทธิ UCEP ได้
 
ข้อสงสัยที่เกิดขึ้น ทำไมแพทย์แต่ละคนประเมินสถานการณ์ไม่เหมือนกัน และสำหรับอาการStrokeนั้น ไม่จำเป็นที่ผู้ป่วยต้องแน่นิ่งไป ส่วนมากจะด้วยอาการเดียวกับ “พี่โบ๊ต” คือแขน ขา อ่อนแรงไปข้างหนึ่ง แต่ผู้ป่วยส่วนมากยังรู้สึกตัว การประเมินนั้นซึ่งก่อนหน้านี้ทาง สพฉ.เคยแจ้งว่ามีแบบฟอร์มให้แพทย์ประเมินว่าเข้าข่ายใช้สิทธิ UCEP ได้หรือไม่ ....ทำไมแต่ละโรงพยาบาลจึงประเมินได้ไม่เหมือนกัน!!!
 
นโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (UCEP) ของรัฐบาล เกิดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการให้ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินวิกฤตทุกคน ไม่ว่าสิทธิใดก็ตาม ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและลดความพิการให้เกิดน้อยที่สุด โดยไม่ต้องสำรองเงินค่ารักษาพยาบาลในระยะเบื้องต้น 72 ชั่วโมงแรก
 
โดยผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ ตามโครงการนี้ หมายถึงผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งมีภาวะความเสี่ยงของอาการที่คุกคามต่อชีวิตหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันที เพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น รุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว
 
ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์โครงการนี้ ได้แก่
 
1. หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น ไม่มีชีพจร จำเป็นต้องได้รับการกู้ชีพทันที
 
2. มีอาการทางสมอง การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน
 
3. หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ ส่งเสียงไม่ได้ สำลักอุดทางเดินหายใจจนใบหน้า มีอาการเขียวคล้ำ
 
4. ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤตอย่างน้อย 2 ข้อ คือ ตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือรู้สึกวูบเมื่อลุกยืนขึ้น
 
5. อวัยวะฉีกขาด เสียเลือดมาก เสี่ยงต่อการพิการ
 
และ 6. อาการ อื่นๆ ที่มีภาวะเสี่ยงต่อชีวิตสูง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง แขนขาอ่อนแรงทันทีทันใด หรือกำลังชักขณะแรกรับที่จุดคัดแยก
 
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2560-30 กันยายน 2560 มีจำนวนผู้ป่วยขอใช้สิทธิ์ 15,243 ราย เป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ 6,757 ราย หรือประมาณร้อยละ 44 เท่านั้น
 
นโยบาย UCEP นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกวันนี้คนไทยเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ มากขึ้น อีกทั้งการจราจรที่ติดขัด อาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แต่เหตุใดเมื่อมาปฏิบัติจริงกลับมีปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขทันท่วงที อย่างกรณีของ “พี่โบ๊ต” ถ้าไม่ใช่นักข่าว อะไรจะเกิดขึ้น จะมีใครแนะนำเรื่องการอุทธรณ์หรือไม่ เพราะตั้งแต่มีสิทธิ UCEP หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง สพฉ. ยังไม่เคยออกมาให้คำแนะนำเรื่องการอุทธรณ์นี้เลย
 
ทั้งนี้ แหล่งข่าวในแวดวงเสื้อกราวน์เคยบอกว่า หากเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือบาดเจ็บประสบอุบัติเหตุรุนแรงมากๆ ถ้าเป็นไปได้ อย่างแรกให้ส่งไปโรงพยาบาลไปตามสิทธิของผู้ป่วย แต่ถ้าไม่ได้ให้ส่งไปยังโรงพยาบาลของรัฐบาลจะเป็นการดีที่สุด ส่วนเรื่องส่งตัวผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติไปยังโรงพยาบาลเอกชน ขอให้นึกเป็นสิ่งสุดท้าย เพราะขึ้นชื่อว่าเอกชน เขาทำธุรกิจ สิ่งที่เขาต้องการได้มากที่สุด คือ รายได้และผลกำไร ไม่เช่นนั้นแล้วเราคงไม่เห็นโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเริ่มทยอยตัวออกจากการเป็นสถานพยาบาลรับรองสิทธิบัตรทองและประกันสังคม อย่างต่อเนื่อง

ท้ายสุด กรณีของ “พี่โบ๊ต” คงเป็นโจทย์ ให้ สพฉ. และกระทรวงสาธารณสุข ไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะนี่ก็เข้าใกล้วันปีใหม่แล้ว จะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจกับสิทธิ UCEP ที่จะใช้ได้จริงสมดังคำโฆษณา !!!
 
**************
 
เพื่อช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลของ “พี่โบ๊ต” นายนฤพน เพชรดี บรรณาธิการข่าวการเมือง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ทางสหกรณ์ออมทรัพย์เนชั่นฯ ได้จำหน่ายเสื้อเพื่อเพื่อน ราคาตัวละ 200 บาท ชื่อบัญชี อัชชาวดี เพชรดี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน 2 เลขบัญชี 016-706-214-0
 
(โอนเงินแล้ว รบกวนแจ้งหลักฐานและที่อยู่เพื่อรับเสื้อได้ที่คุณปราณี ศรีกำเหนิด facebook.com/pranee.srikamneard)
 
ครอบครัว เพชรดี ขอขอบคุณธารน้ำใจทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือ มา ณ โอกาสนี้ด้วย