ไทยแพนโต้ ก.เกษตร ละเอียดยิบกรณีพาราควอต

ที่ผ่านมา ไทยแพนโต้แย้งคำชี้แจงของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรละเอียดยิบทุกประเด็น ข้ออ้างว่าพาราควอตไม่ตกค้างขัดแย้งกับงานวิชาการอย่างน้อย 9รายงาน เป็นการปฏิเสธหลักฐานเชิงประจักษ์ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ดูแลหน่วยงานหลักของรัฐที่ควบคุมการใช้สารพิษทางการเกษตร

ตามที่นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ชี้แจงกรณีการตรวจพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเป็นจำนวนมากในผักและผลไม้ของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช(Thai-PAN)โดยเผยแพร่ในเว็บไซท์อย่างเป็นทางการของรัฐบาล (http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/8394) และสื่อบางฉบับโดย 1) ไม่ยอมรับความจริงว่ามีการพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ห้ามใช้แล้ว 2)ไม่ยอมรับผลการตกค้างของสารเคมีกำจัดวัชพืชในผักและผลไม้ โดยอ้างว่ารากของต้นผักไม่สามารถดูดสารพาราควอตจากดินได้ และ 3) ปฏิเสธความรับผิดชอบในการสอบสวนเพื่อแก้ปัญหาการใช้สารเคมีที่ผิดกฎหมาย และการแก้ปัญหาสารเคมีตกค้างที่ตรวจพบในผักและผลไม้ทั่วไป โดยอ้างว่าผลการตรวจของกรมฯพบการตกค้างของสารพิษกำจัดศัตรูพืชเพียง 2.89% - 8.16 % นั้น ไทยแพนขอแถลงโต้แย้งเพื่อประชาชนและผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชุดใหม่ที่จะเข้ามากำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรได้ทราบความเป็นจริง ดังต่อไปนี้

1. กรณีกรมวิชาการเกษตรอ้างว่าผลการสุ่มตรวจพบการตกค้างเกินมาตรฐานเพียง 2.89%จากตัวอย่างที่สมัครเข้าระบบ GAP และ  8.16%สำหรับแปลงทั่วไป

 การวิเคราะห์สารพิษตกค้างในตัวอย่างที่ไทยแพนสุ่มตรวจตั้งแต่ ปี 2559และ 2560เป็นการวิเคราะห์หาสารพิษตกค้างโดย SAL (Scientific Analysis Laboratories) ประเทศอังกฤษ ซึ่งได้รับการรับรอง ISO/IEC17025:2005จาก UKAS (United Kingdom Analysis Service) วิเคราะห์หาสารพิษ MRPS (Multi Residue Pesticide Screen) ด้วยเทคนิค GC-MS และ LC-MS ทำให้สามารถวิเคราะห์สารพิษตกค้างได้กว่า 480ชนิด ในจำนวนนี้มีรายการชนิดสารพิษที่ตรงกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมวิชาการเกษตร ประมาณ 128ชนิด หรือคิดเป็นประมาณ 52%ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่อนุญาตให้ใช้ในประเทศไทย จึงทำให้เห็นสถานการณ์การตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่กว้างไปกว่าสารกำจัดแมลง 4กลุ่มหลัก (คาร์บาเมต ออร์แกโนฟอสเฟต ออร์แกโนคลอรีน และไพรีทรอยด์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 11%ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่อนุญาตให้ใช้เท่านั้น) ที่หน่วยงานทั่วไปเฝ้าระวังอยู่ นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ตัวเลขการพบสารพิษตกค้างของไทยแพนสูงกว่าของหน่วยงานภาครัฐ ในขณะที่การสุ่มตัวอย่างของกรมวิชาการเกษตรแม้จะมีจำนวนตัวอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ชี้แจงวิธีการวิเคราะห์อย่างชัดเจนว่าใช้วิธีใด ชุดทดสอบเบื้องต้นหรือวิเคราะห์เชิงปริมาณ และครอบคลุมชนิดสารพิษตกค้างกี่ชนิด คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่อนุญาตให้ใช้ในปัจจุบัน ในประเด็นนี้ไทยแพนตั้งข้อสังเกตว่า การที่กรมวิชาการเกษตรไม่ชี้แจงรายละเอียดอย่างครบถ้วนนอกจากจะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากการรายงานผลแล้ว การวิเคราะห์สารพิษตกค้างที่ไม่ครอบคลุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่อนุญาตให้ใช้ในประเทศแล้วระบุว่าพบการตกค้างน้อย สินค้ามีความปลอดภัยเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่ประชาชน ไทยแพนหวังว่าแผนการสุ่มตรวจของกรมวิชาการเกษตรในปี 2561จะชี้แจงรายละเอียดอย่างครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตัดสินใจใช้ข้อมูลนั้นได้อย่างถูกต้อง

2. กรณีการอ้างว่าการฉีดพ่นพาราควอตนั้นมีส่วนน้อยที่จะตกลงสู่ดิน และ รากของต้นผักไม่สามารถดูดสารพาราควอตจากดินได้ เนื่องจากพาราควอตเมื่อลงสู่ดินจะถูกอนุภาคของดินดูดยึดไว้อย่างเหนียวแน่น

 คำชี้แจงในส่วนที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรว่ากรณีผักกินใบเกษตรกรจะใช้พาราควอต 2ระยะคือ พ่นกำจัดวัชพืชก่อนปลูกผัก และเกษตรกรจะพ่นพาราควอตกำจัดวัชพืชระหว่างแถวหลังจากผักงอกแล้ว และกรณีไม้ผล โดยเฉพาะในมะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรจะพ่นพาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืชระหว่างแถวมะพร้าวน้ำหอม ตรงกับข้อมูลที่ไทยแพนได้รับจากการศึกษาในพื้นที่ว่ามีการใช้พาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืชในแปลงผักและสวนผลไม้จริง

แต่การที่กรมวิชาการเกษตรอ้างว่า การใช้พาราควอตในแปลงผักนั้น มีส่วนน้อยที่ละอองพาราควอตจะตกลงสู่ดินและรากของต้นผักไม่สามารถดูดสารพาราควอตจากดินได้  เนื่องจากพาราควอตเมื่อลงสู่ดินจะถูกอนุภาคของดินดูดยึดไว้อย่างเหนียวแน่น โอกาสที่ผักจะได้รับสารพาราควอตมีน้อยมาก หรือกรณีมีลมแรงขณะพ่นละอองสารพาราควอต อาจปลิวไปสัมผัสกับใบผักได้  ทำให้ใบผักที่ได้รับสารแห้งตาย  แต่เกษตรกรจะคัดใบที่มีรอยทำลายทิ้ง ก่อนนำไปจำหน่ายอยู่แล้ว  ดังนั้นจากวิธีการใช้ของเกษตรกรทั้งสองระยะในพืชผักดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพาราควอตแทบจะไม่มีโอกาสตกค้างในพืชผักที่จำหน่ายในท้องตลาดได้เลย ส่วนการใช้พาราควอตในมะพร้าวน้ำหอมไม่มีโอกาสที่ละอองสารพาราควอตจะสัมผัสกับใบของมะพร้าว    นอกจากนี้เนื่องจากลำต้นมะพร้าวมีเปลือกสีน้ำตาล  แต่ด้วยคุณสมบัติของสารพาราควอตที่ยับยั้งการสังเคราะห์แสง หรือทำลายส่วนที่เป็นสีเขียวของพืชเท่านั้น ดังนั้น โอกาสที่ละอองของสารจะซึมเข้าทางลำต้นมะพร้าวได้นั้นไม่มีเลยนั้น

ไทยแพนเห็นว่ากรมวิชาการเกษตรไม่ควรอ้างกลไกการออกฤทธิ์ของพาราควอตแล้วสรุปว่าไม่น่าพบการตกค้างหรือเป็นไปได้ที่จะตกค้าง แต่กรมวิชาการเกษตรควรพิจารณาจากหลักฐานผลการวิเคราะห์และมุ่งหาสาเหตุของการพบพาราควอตตกค้าง  ทั้งนี้เนื่องจากนอกจากผลการตรวจพบการตกค้างในพืชอาหารนั้นมิได้ตรวจพบในประเทศไทยเป็นประเทศแรก แต่พบในประเทศแคนาดา(เอกสารอ้างอิง 1)  เนเธอร์แลนด์ (เอกสารอ้างอิง 2)  ไนจีเรีย (เอกสารอ้างอิง 3) เป็นต้น และก่อนหน้านี้ในประเทศไทยเองยังพบการตกค้างของพาราควอตในผักท้องถิ่นหลายชนิด (เอกสารอ้างอิง 4) 

ประเด็นถัดมาคือ มีงานวิจัยและข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่าพาราควอตละลายน้ำได้ดี เมื่อมีการใช้พาราควอตต่อเนื่องยาวนานทำให้เกิดการสะสมในดิน และแม้อนุภาคของดินจะดูดซับพาราควอตได้ดี แต่ดินจะสามารถดูดซับพาราควอตได้ระดับหนึ่งเท่านั้น

เมื่อปริมาณพาราควอตสะสมเกินกว่าที่ดินจะยึดเกาะไว้ได้ พาราควอตส่วนที่ไม่ได้ยึดเกาะกับดินก็สามารถเคลื่อนย้ายได้และเกิดการแพร่กระจายในดินที่พ่นไปสู่พื้นที่รอบๆ และยังมีงานวิจัยที่ยืนยันว่ารากพืชสามารถดูดซึมพาราควอตได้ด้วยกลไก carrier-mediated system (เอกสารอ้างอิง 5,6,7) มีงานวิจัยในประเทศไทยที่ยืนยันพบการปนเปื้อนพาราควอตในแหล่งน้ำ (เอกสารอ้างอิง 7) และน้ำใต้ดิน (เอกสารอ้างอิง 8) ล้วนชี้ให้เห็นว่าดินไม่สามารถดูดซับและยึดเกาะพาราควอตที่ถูกใช้ไว้ได้ทั้งหมด

 

นอกเหนือจากนั้นในประเทศไทยยังมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าพาราควอตมิได้เพียงแต่ตกค้างในผักและผลไม้หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ขณะนี้ยังพบพาราควอตในซีรัมมารดาและสายสะดือทารกมากถึง 17-20%จากกลุ่มตัวอย่าง (เอกสารอ้างอิง 9) อีกด้วย

3. ท่าทีการปฏิเสธความรับผิดชอบของอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

การดำเนินการเฝ้าระวังของไทยแพนและคำชี้แจงนี้ ดำเนินการอย่างเปิดเผยโปร่งใส โดยใช้ข้อมูลจากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางวิชาการที่มีหลักฐานอ้างอิงเพื่อชี้ให้เห็นปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและพาราควอตที่ตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร สิ่งแวดล้อม และเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ โดยมุ่งหวังให้เกิดการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ แต่การที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรรีบปฏิเสธผลการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ต้น ถือเป็นการปฏิเสธการมีอยู่ของปัญหาซึ่งจะไม่นำไปสู่การค้นหาสาเหตุเพื่อแก้ไขปัญหาแต่ประการใด

สาธารณชนและผู้บริหารระดับสูงที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ควรพิจารณาว่าท่าทีและคำชี้แจงของผู้บริหารกรมวิชาการเกษตรว่าเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่และสมควรจะเป็นผู้รับผิดชอบหน่วยงานที่กำกับดูแลกรมฯซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมการใช้สารพิษซึ่งจะมีผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคหรือไม่อย่างไร ?

ไทยแพนและเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีความเสี่ยงสูง กำลังหารือเพื่อนำผลการตรวจสอบการตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชรวมทั้งสารพิษกำจัดวัชพืช รวมทั้งหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินการให้มีการต่อทะเบียนพาราควอตโดยมิชอบ (ทั้งๆที่กระทรวงสาธารณสุขมีข้อเสนอให้มีการแบนสารดังกล่าวตั้งแต่เดือนเมษายน 2560) ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ และ/หรือรัฐมนตรีช่วยฯที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร โดยจะมีการแถลงเกี่ยวกับรายละเอียดทั้งหมดในวันที่ 6ธันวาคม 2560นี้