สธ.-สสส.-สอจร. ชู “ภูเก็ตโมเดล”ต้นแบบความปลอดภัยทางถนน

สธ.-สสส.-สอจร. ชู “ภูเก็ตโมเดล”ลดการตายจากอุบัติเหตุได้ 50%พร้อมโชว์ศักยภาพให้ต่างชาติได้เรียนรู้ เผยผลสำเร็จ บูรณาการทุกหน่วยงานแก้ปัญหาผ่าน 5เสาหลัก

ที่โรงแรม ฮิลตัน ภูเก็ต อาร์เคเดีย รีสอร์ท แอนด์สปา โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในพิธีปฐมนิเทศการศึกษาเพื่อการศึกษาดูงาน  3พื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนของจังหวัดภูเก็ต ว่า อุบัติเหตุทางถนนสร้างความสูญเสียจำนวนมาก ซึ่งการลดความสูญเสียจากการบาดเจ็บทางจราจรเป็นปัญหาและวาระเร่งด่วนที่สำคัญ โดยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ปี 2554-2563เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน และผลักดันให้ประเทศสมาชิกเร่งแก้ปัญหาและลดอัตราการเสียชีวิตลงให้ได้ 50%ซึ่งรัฐบาลไทยได้ร่วมประกาศทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ ผ่าน 5เสาหลัก คือ 1.ด้านบริหารจัดการ 2.ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางถนน 3.ด้านยานพาหนะปลอดภัย 4.ด้านผู้ใช้รถใช้ถนน และ 5.ด้านการรักษาและเยียวยาหลังเกิดเหตุ โดยสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนของไทย จากฐานข้อมูล 3แหล่งสำคัญ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อมูลมรณะบัตรและหนังสือรับรองการตาย ของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข และบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ในปี 2559คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั้งสิ้น 22,356คน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 34.4ต่อประชากรหนึ่งแสนคน โดย 3ใน 4ของผู้เสียชีวิตเป็นเพศชาย และกลุ่มอายุ 15-29  ปี มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุด

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ทุกปีมีผู้พิการรายใหม่จากเหยื่ออุบัติเหตุ 5,000คน ในทุกวันมี 42ครอบครัวสูญเสียสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว และในทุกวันยังมีอีก 15ครอบครัวที่ต้องดูแลสมาชิกพิการจากอุบัติเหตุไปตลอดชีวิต ความสูญเสียเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุข ทั้งการทุ่มงบประมาณและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข สร้างความเสียหายเศรษฐกิจโดยรวมกว่าสองแสนล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ปัญหาอุบัติเหตุจราจรเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ หากดำเนินให้การแก้ไขปัญหาได้เร็วจะลดความสูญเสียเหล่านี้ลงได้ ที่สำคัญประเทศไทยจะหลุดจากอันดับ 1ใน 10ของประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงที่สุดในโลกได้” นพ.ศุภกิจ กล่าว

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย สสส. ได้สนับสนุนการทำงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนตั้งแต่ปี 2546สนับสนุนข้อมูลวิชาการเพื่อนำไปสู่การเสนอนโยบายสาธารณะ สร้างเครือข่ายประชาคมทำงานกับชุมชน และรณรงค์สังคมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีไม่ใช่แค่เฉพาะเทศกาลสำคัญเท่านั้น สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของ จ.ภูเก็ต ซึ่งเคยติดอันดับมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นลำดับ 1ใน 5ของประเทศเมื่อปี 2540-2549ด้วยการทำงานที่เข้มแข็งโดย สสส. สนับสนุนการทำงานผ่าน “คณะทำงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด” (สอจร.) มีทุกหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจราจร ทำให้วิเคราะห์และแก้ไขได้ตรงเป้าหมายชัดเจน และทำให้ในช่วง 10ปีที่ผ่านมา จ.ภูเก็ต สามารถลดอัตราการตายเกือบ  ร้อยละ 50โดยเริ่มจากร่วมกันวิเคราะห์และแก้ไข “จุดเสี่ยง” ที่พบบ่อยซ้ำซาก ทำให้ลดการตายของภูเก็ตลงได้        ร้อยละ 30ขณะที่ตำรวจเน้นการบังคับใช้กฎหมายทั้งการสวมหมวกนิรภัย ดื่มแล้วขับ ตรวจจับความเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีมาเสริมการทำงาน เช่น เครื่องยิงตรวจวัดความเร็ว (Speed Gun) กล้องตรวจจับผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร (Red Light Camera) เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ ส่งผลให้จำนวนการเรียกตรวจและดำเนินคดีดื่มแล้วขับเพิ่มจากเดิมกว่า 10เท่า โดยในปี 2559จ.ภูเก็ต สามารถลดจำนวนผู้บาดเจ็บลงได้ ร้อยละ 3.5และลดผู้เสียชีวิตลงได้ ร้อยละ 8.8

“ทุกวัน มีรถออกใหม่จำนวน 2,332คัน และมีรถจดทะเบียนทั้งหมดกว่า 35ล้านคัน ในขณะที่เครื่องตรวจวัดความเร็วมีเพียง 1-2เครื่องต่อจังหวัด ทำให้ปัญหาเรื่อง ความเร็ว ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเหตุและการเสียชีวิต  ผู้ขับขี่ 1ใน 5ที่มีทัศนะว่า ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถได้ ถ้ามีสติ และ 1ใน 3ระบุว่า เคยดื่มแล้วขับในรอบปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ทุกๆ วันมี 8-10คนที่ต้องตายบนถนนจากคนดื่มแล้วขับ การขับเคลื่อนงานแบบภาคีเครือข่ายสหสาขาวิชาชีพ ทำให้ลดอัตราความสูญเสียลง และพิสูจน์ว่า หากจุดจัดการระดับพื้นที่ ซึ่งใกล้ชิดปัญหามากที่สุด มีความเข้มแข็ง จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังทุกวัน ประเทศไทยจะลดการตายลงได้เกินครึ่ง” ดร.สุปรีดา กล่าว 

นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการแผนงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก    ด้านความปลอดภัยทางถนน และรองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายถือเป็นมาตรการสำคัญที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนของ จ.ภูเก็ต ลดลง โดยระยะแรกในปี 2553ได้ใช้มาตรการสวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 100บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ควบคู่การประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง ทำให้อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบาดเจ็บที่ศีรษะลดลงจาก ร้อยละ 37.1ในปี 2554เหลือ ร้อยละ 20.6ในปี 2558ที่สำคัญ มีจุดเด่นคือ การนำเทคโนโลยีมาช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีผู้กระทำผิดกฎจราจร สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและลดข้อจำกัดของกำลังคนที่ไม่เพียงพอได้มาก

นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ คณะกรรมการกองทุน สสส. กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นต้นแบบให้แก่นานาประเทศในเรื่องระบบการดูแลหลังเกิดอุบัติเหตุ (Post crash care) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5เสาหลักขององค์การสหประชาชาติตามแผนทศวรรษความปลอดภัยทางถนน ปี 2554-2563การทำงานของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) จ.ภูเก็ต ในปี 2560มีรถพยาบาล (Ambulance) 101คัน มีจุดปฏิบัติการ 32จุดทั่วจังหวัด มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพทุกระดับรวม 650คน มีศักยภาพรับมือทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ โดยสถิติปี 2560สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุหลังรับแจ้งเหตุได้ภายใน 10นาที สูงถึง ร้อยละ 79.2ซึ่งการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว มีส่วนในการลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

นพ.ทวีศักดิ์ นพเกสร กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า เทศบาลเมืองกะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่ต้นแบบการจัดการความปลอดภัยทางถนน โดยนายกเทศมนตรีให้ความสนใจต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยว มีนโยบายสำคัญๆ 1.แก้ไขจุดเสี่ยง โดยปรับสภาพถนนให้ปลอดภัย ติดไฟส่องสว่าง 2.จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย เช่น ปลดป้ายโฆษณาที่กีดขวางทัศนวิสัยในการมองเห็น 3.มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ จับ-ปรับ กรณีที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น รถบรรทุกทำเศษหินดินตกหล่นบนถนน 4.สร้างความตระหนัก   ด้านความปลอดภัย รณรงค์สวมหมวกนิรภัยในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ส่งผลให้ได้รับรางวัล Prime Minister Road Safety Awards ด้านความปลอดภัยทางถนนและได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างที่ดีเมื่อปี 2558