เสือสองตัว

จะเรียกว่าเป็นรัฐมนตรีคู่บุญ  หรือเป็นกล่องดวงใจของ“พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา”  นายกรัฐมนตรีและ  หัวหน้า คสช.  ก็คงพูดไม่ไม่ผิดหนัก  สำหรับอดีตนายทหารชื่อ   “บิ๊กฉัตร” พล.อ. ฉัตรชัย  สาลิกัลป์ยะ  รองนายกรัฐมนตรี   ที่ตกเป็นเป้าโจมตีของบางฝ่ายตลอด  นับตั้งแต่ก้าวเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง 

เอาเป็นว่า...    ถ้าใครติดตามความเคลื่อนไหวของรัฐบาลนายกฯลุงตู่  จะเห็นว่านับตั้งแต่ครม.  “ ประยุทธ์ 1 ”  มาจนถึง “ประยุทธ์5  ” ชื่อ  “บิ๊กฉัตร ” จะอยู่ในโผตลอด  ไม่มีวันถูกปรับออก   แม้จะถูกกระแสกดดัน จากสังคมมากเพียงไหร่ก็ตาม     ไล่ตั้งแต่เป็นรมว.พาณิชย์ จน กระทั่งเข้ามาดูแล “รมว. เกษตรและสหกรณ์”  จนถูกโยกให้ไปนั่งตำแหน่งรองนายกฯ

โดยสาเหตุสำคัญมาจากความล้มเหลว ในการแก้ปัญหาราคายางพารา และพืชผลการเกษตร   ทำให้ถูกแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และชาวสวนยาง  เรียกร้องให้ผุ้นำรัฐบาลปลด  “ บิ๊กฉัตร ”  พ้นจากตำแหน่งรมว.  เกษตรฯ  

จนในที่สุด พล.อ. ประยุทธ์ก็ต้องตัดสินใจ  โยกย้ายเพื่อนสนิทไปทำงานในตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี”  ให้มีหน้าที่เพียงกำกำกับดูแลงานด้านนโยบาย   เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายต่อต้าน    ไม่ต้องพะวักพะวง กับแรงกดดันนานานัปประการ ที่ถาโถมเข้าใส่ เหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา   

ไหนลองไปย้อนดูโปรไฟล์   ที่สื่อบางสำนักให้คำจำกัดความ“พล.อ. ฉัตรชัย”  กันดูหน่อยซิ  จะได้รู้ว่า ทำไมถึงอดีตนายทหารท่านนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็น “กล่องดวง ใจ ”  ทำให้ผู้นำรัฐบาล ต้องเกรงอกเกรงใจกันมากเป็นพิเศษ

บิ๊กฉัตร” จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 12 (ตท.12)และ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23 (จปร.23)รุ่นเดียวกับหัวหน้ารัฐบาล

อดีตนายทหารท่านนี้   เติบโตมาจากเหล่า “ทหารช่าง” และถือเป็น “ขุนศึก” ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ-การเงิน มากที่สุดคนหนึ่งของกองทัพบก ตำแหน่งสำคัญ เจ้ากรมการเงินทหารบก รองปลัดบัญชีทหารบก ผู้ช่วยเสธ.ทบ. ฝ่ายส่งกำลังบำรุง รอง เสธ.ทบ. ก่อนขยับขึ้นพล.อ.ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ แล้วก้าวสู่ตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทบ.เคยเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5   ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายนี้แหละ ที่ถือว่าสำคัญมาก

ที่ผ่านมาใครก็รู้ว่า   รายได้จากสื่อทีวีและวิทยุของกองทัพบก ถือเป็นขุมทรัพย์สำคัญ ที่นำมาหล่อเลี้ยงและเป็นรายได้พิเศษ ให้กับบุคคลในเครื่องแบบ  นำไปทำกิจกรรมต่างๆ จึงไม่ใช้เรื่องแปลก  ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย  จึงไม่มีองค์กรไหนกล้าแตะต้องสื่อของกองทัพ  แม้กระทั่งในยุคที่มี กสทช.  คอยกำกับดูแลสื่อ    เนื่องจากเหตุผลหนึ่งที่มีความทรงพลัง  ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่มย่ามคือ  เป็นเรื่องของความมั่นคง

ยิ่งถ้าย้อนไปดูในยุคที่  “ พล.อ.ประยุทธ์ ” ยังมีตำแหน่งเป็นผบ.ทบ.  ครั้งนั้น “ บิ๊กฉัตร ”  นั่งเก้าอี้ ผอ.ช่อง 5   ตอกย้ำให้เห็น ถึงความแนบแน่น ที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน

ต้องบอกว่า  ถ้านายกฯนับถือ “บิ๊กป้อม “ พล.อ.  ประวิตร วงษ์สุวรรณ  และ “บิ๊กป๊อก”   พล.อ. อนุพงษ์  เผ่าจินดา  ผบ.ทบ.   ในฐานะพี่ใหญ่และพี่รองแห่งบูรพาพยัคฆ์  ชนิดที่ว่าตัดไม่ตายขายไม่ขาด   ไม่มีทางแยกจากกันได้   ก็ต้องบอกว่า “บิ๊กฉัตร “ก็ไม่แตกต่างกัน ต้องอยูเคียงข้างพล.อ.ประยุทธ์ตลอดไป

แต่ที่หลายคนกำลังเกิดคำถามคือ ในอนาคตถ้า พล.อ. ประยุทธ์ ต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง โดยมี “นายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์ ”   รองนายกฯในฐาน หัวหน้าทีมเศรษฐกิจเป็น “กุนซือใหญ่ ”   กำลังเดิมเกมจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “ประชารัฐ  ”  โดยทาบทามนักการเมืองระดับแกนนำจากพรรคต่าง  ให้เข้ามารวมงานด้วย  หวังจะผลักดันให้เป็นรูปเป็นร่าง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งโดยเร็ว

แต่ใครก็รู้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง  “บิ๊กฉัตร“  กับ  “นายสมคิด” เปรียบเสมือนเสือสองตัว ที่อยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้   เพราะสมัย “นายสมคิด ” เป็น รมว.เกษตร ฯ การทำงานก็ไม่ได้ขึ้นตรงกับ รองนายกฯ  ฯทั้งๆที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ   แต่กลับบรายงานตรงหัวหน้ารัฐบาล

ยิ่งระยะหลังมีข่าวว่า  “ พล.อ.  ประยุทธ์"ให้ความสำคัญ  กับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมากเป็นพิเศษ   เวลาคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำงานตำแหน่งสำคัญขององค์กรภาครัฐ  และหน่วยงานสำคัญ ที่มีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจ  รวมถึงการประสานงานกับภาคส่วนต่างๆในสังคม  เฉกเช่นเดียวกับการปรากฏชื่อ “นายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์”  รมว. การท่องเที่ยวและกีฬา   ”  ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดี กับพรรคชาติไทยพัฒนา

จากนี้ต้องคอยลุ้น   ผู้นำรัฐบาลจะมีศิลปะในการบริหารงานอบย่างไร  ไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ขึ้นในรัฐบาล  รวมถึงการเดินเกมทางการเมืองในอนาคต   ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนดังสำนวนที่ว่า  เสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้

แถมผู้นำรัฐบาลยังต้องพะวง  กับปัญหาทำนองว่า  เมื่อขึ้นจากหลังเสื้อแล้ว   จะลงจากหลังเสืออย่างไร ไม่ให้ถูกกัด ซึ่งถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ ที่น่าระทึกใจเป็นอย่างยิ่งจริงๆ

 “ระฆังแก้ว ”